5...........
4........
3.....
2..
[ 1 ]
จบเห่! ผมทุลักทุเลตั้งแต่กม.ที่สาม!
ไม่ไหว.. ร้อยหวายตรงส้นเท้าข้างขวานั้นรวดร้าวเหลือแสน
และนั่นก็หมายความว่า.. หากยังดื้ออยากจะวิ่งต่อให้จบแล้วล่ะก็..
พ้นจากนี้ไปทุกย่างวิ่งคือความเจ็บปวด..
[ 2 ]
จะมีใครเล่า— นอกจากผมเองที่เป็นตัวตั้งตัวตี (และ/หรือตัวดี) ส่งเทียบเชิญไปชักชวนน้องเปิ้ล, รัตนิรันด์ และคุณประกายมาเข้าร่วมวิ่งมินิมาราธอนที่จันท์นี่ แล้วก็ดันได้รับความสนใจส่งสาส์นตอบรับในกิจกรรมนี้อย่างฉับพลันเหนือความคาดหมาย ไอ้เรา— ด้วยที่อยู่กับบ้านอยู่แล้ว อีกทั้งมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มเวลา จึงแอบปรามาสสามสาวออฟฟิศในใจอย่างอดไม่ได้ว่า “จะไหวเร้ออ กับการวิ่งมาราธอนครั้งแรกเนี่ยย”
[ 3 ]
เช้านี้ไร้เงาของพระอาทิตย์ (ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับชื่อจังหวัด) ท้องฟ้าเป็นสีสุขุม อากาศฉ่ำชื่น เพราะเมื่อคืนฝนตกยาวตลอดทั้งคืน เพิ่งจะมาหยุดเอาก็ช่วงออกวิ่งนี่เอง แต่ใช่ว่าจะหยุดสนิทนัก ฝนเม็ดเล็กๆ ยังโปรยปรายพรมเบาๆ ในตลอดเส้นทาง ผมนึกเห็นใจพวกเธออยู่บ้างในฐานะคนริเริ่มชักชวน คงลำบากกันน่าดู ไหนจะเป็นการวิ่งมาราธอนครั้งแรก แล้วยังจะต้องมาวิ่งตากฝนอีก เอาน่า.. ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
เท่าที่ประเมินด้วยตาเปล่า ผู้เข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้นั้นถือว่ามีจำนวนกำลังพอดีไม่มากไม่น้อย คงจะหลายร้อยแต่ไม่น่าถึงพัน เราออกวิ่งพร้อมๆ กันหลังสัญญาณปล่อยตัว นัดแนะกันอย่างดิบดีว่าให้ต่างคนต่างวิ่งตามจังหวะของตัวเอง ตามที่ซ้อมกันมา แล้วไปเจอกันอีกทีที่เส้นชัย จะได้ไม่ต้องพะวงกันและกัน ทุกคนพยักหน้ารับทราบและตกลงตามนั้น
[ 4 ]
วิ่งมาได้สองกิโลฯ น้องเปิ้ลก็หายไป!
ผม, รัตนิรันด์ และคุณประกายหยุดชะเง้อคอมองหา กลัวคุณน้องเธอเป็นอะไรไป จึงเห็นว่าเธอวิ่งรั้งท้ายอยู่ลิบๆ คู่กับผู้เข้าแข่งขันประเภทแฟนซีอีกท่านหนึ่ง คุณป้าท่านนั้นแต่งเป็นนักรบหญิงสมัยโบราณได้น่ารักน่าชังไม่เบาเลย ที่สำคัญเราเห็นว่ามีรถร่วมกตัญญูเปิดไฟวิบวับวิ่งปิดท้ายขบวนอยู่ด้วย จึงอุ่นใจว่าเธอคงไม่เป็นไร ถูกแล้วที่เธอวิ่งเนิบๆ ตามจังหวะของเธออย่างนั้น วิ่งแบบนั้นไปเรื่อยๆ มันไม่เมื่อยและไม่เหนื่อย แถมยังป้องกันอาการเจ็บเข่าได้ระดับหนึ่งอีกด้วย
GOOD JOB!
[ 5 ]
ผมจบเห่! อย่างที่จั่วหัวไว้นั่นแหละ
ปรากฏว่าแค่กม. ที่สาม ผมก็หามตัวเองออก เจ็บที่ตรงเส้นเอ็นร้อยหวาย จำต้องหยุดนั่งพักและพันผ้าใหม่ ย้ายจากที่พันปกป้องเข่าซ้ายมาไว้ที่ข้อเท้าขวา เผื่อว่าจะช่วยบรรเทาให้อาการบาดเจ็บนั้นทุเลา โบกมือให้รัตนิรันด์และคุณประกายล่วงหน้าไปก่อนได้เลยด้วยความริษยา สองคนนี่ซ้อมมาน้อยแต่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ที่ว่า ‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ นั้นไม่ผิดเลย อดสูตัวเองจริงๆ ที่ต้องมาแก้ไขอาการบาดเจ็บที่ช่วยไม่ได้ สารภาพว่าใจจริงลึกๆ แล้วครั้งนี้อยากทำเวลาให้ดีกว่าครั้งก่อนๆ แต่คงช่วยไม่ได้จริงๆ คุณน่าจะรู้— ผมตั้งใจกับการวิ่งครั้งนี้มาก ฝึกซ้อมอย่างมีวินัย และอย่างสม่ำเสมอตลอดเดือน จนร้อยหวายที่เคยเจ็บมาออกอาการ
โธ่...แค่จะวิ่งโชว์เป็นตัวอย่างในฐานะเจ้าบ้านผู้เจนสนามยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
อยากจะร้องไห้จริงๆ ..…แต่โอ๊ะ! นั่นน้องเปิ้ล!
“ไหวมั๊ยพี่?”
คุณน้องเปิ้ลไม่ได้วิ่งแซงไปมือเปล่า เธอยังอุตส่าห์ขว้างมีดสั้นมาปักเข้าให้กลางหัวใจของผมอีกด้วย นอกจากความเจ็บกายตรงร้อยหวายแล้วยังต้องมาเจ็บใจ อายเข้าไปถึงภายภาคหน้าอีก
“ไหวสิ ไปก่อนเลย” ผมแค่นคำตอบให้ไป
เร่งมือจัดการตัวเองให้พร้อมรับกับทัณฑ์ทรมานที่รออยู่ข้างหน้า
[ 6 ]
ผมกลับมาวิ่งได้อีกครั้งด้วยความบอบช้ำร้าวรานทั้งกายใจ แต่ก็กระย่องกระแย่งเต็มที สักพักก็วิ่งมาเทียบ และขออนุญาตแซงน้องเปิ้ลกับคู่วิ่งนักรบโบราณของเธอไปในกม. ที่สี่เศษๆ ถึงตรงนี้มองไปอีกฝั่งของถนนเริ่มเห็นผู้เข้าแข่งวิ่งสวนทางกลับมาบ้างแล้ว ทั้งประเภทฮาล์ฟและมินิ นั่นบ่งบอกให้รู้ว่าเราใช้เวลากับครึ่งทางนานเกินไปเสียแล้วสิ
แต่ไม่เป็นไร กายอาจไม่ไหว แต่ใจยังสู้
ในความเจ็บปวดเบื้องล่าง ผมเงยหน้ามองไปรอบๆ เส้นทางวิ่งเพื่อผ่อนคลาย สองข้างทางมีแนวสีเขียวของสนสวย แลเห็นหย่อมสวนยางบ้างประปราย เราวิ่งผ่านบ้านเรือนและอาคารสนง.ต่างๆ ข้างทาง วิ่งข้ามสะพานข้ามคลอง มีเสียงนกร้องขับขานอยู่เบื้องบน โดยส่วนตัวผมเองไม่ชอบวิ่งในกทม. นักเพราะไม่ค่อยสบายสายตาเวลาทอด การวิ่งในตจว. คือของโปรดของผม ฝนยังคงพร่ำพรำเกือบตลอดเส้นทางที่วิ่งกัน ในทุกๆ กิโลฯ ที่เราวิ่งได้จะมีป้ายบอกว่าวิ่งมากันได้ระยะเท่าไหร่แล้ว แต่เพราะเป็นเมืองจันท์ ทางผู้จัดจึงแอบนึกสนุกใส่คำว่า ‘ฮิ’ เล็กๆ ลงเป็นคำสร้อยท้ายตัวเลขในป้ายด้วย ก็จะเห็นเป็น 1 ฮิ, 2 ฮิ, 3 ฮิ แบบนี้ ซึ่งผมว่าน่ารักดี และนึกสนุกตาม
[ 7 ฮิ ]
เจ็บชิบฯ
ในสภาพลิ้นห้อย ผมกัดฟันวิ่งต่อไป (คุณพอนึกภาพออกมั้ย?)
[ 8 ฮิ ]
เราผ่านจุดกลับตัวกันมาครบหมดแล้ว ไล่จากรัตนิรันด์, คุณประกาย................(และอีกหลายต่อหลายคนก่อนจะถึง)..... ผม......และน้องเปิ้ล เราสังเกตเอาจากไฟกระพริบที่เห็นอยู่ลิบๆ ของรถร่วมฯ ผมไล่มาจนทันกลุ่มพวกเธอจนได้ ซึ่ง ณ จุดนี้มีน้องนักศึกษาชายนายหนึ่งมาร่วมวิ่งเป็นเพื่อนด้วย คงเป็นมิตรภาพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางของรัตนิรันด์เขา ผมเดาเอา เพราะเธอเข้ากับคนได้เก่งร้ายกาจ อ้อ...และที่ไล่มาจนทันก็เพราะพวกเธอนั้นผ่อนพักและรอคอยผมอยู่ที่จุดแจกน้ำ แน่นอนว่าพวกเธอไม่ได้รีบเร่งอะไร และไม่ค่อยจะเหนื่อยกันนัก แตกต่างจากผมที่ดูง่อยเปลี้ยมาก คุณประกายยื่นน้ำส่งให้ผม...
แต่เดี๋ยวก่อน! ถึงตรงนี้มันเหมือนมีอะไรผิดที่ผิดทางสักอย่างนะ
เพราะที่จริงมันควรจะเป็นผมต่างหากที่เป็นฝ่ายส่งน้ำให้พวกเธอ.. เฮ้อ...
แล้วเราก็ไม่ได้ตกลงกันไว้แบบนี้แต่แรกสักอย่างเลยนี่นา
“ช่างเถอะ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาถือ”
ผมแกล้งหลอกบอกตัวเองแรงๆ อย่างข้างๆ คูๆ จากนั้นเราก็วิ่งเกาะกลุ่มกันไปกับระยะที่เหลือ ที่จริงก็เดินบ้าง วิ่งบ้าง
แต่ไม่เคยเว้นว่างในเสียงหัวเราะ
[ 8.7 ฮิ ]
เจ็บชิบฯ
ในสภาพลิ้นห้อย ผมกัดฟันวิ่งต่อไป (คุณนึกภาพออกรึยัง?)
อีกฮิเดียว...
[ 9 ]
หลังผ่านโค้งสุดท้าย เราก็มาอยู่ในทางตรงระยะราวสี่ร้อยเมตรก่อนถึงเส้นชัย เป็นระยะสุดท้ายที่เราจะได้ใช้สมาธิพิจารณากับเส้นทางข้างหน้า และทบทวนกับหนทางที่ผ่านๆ มา จากเริ่มที่โหดร้าย เส้นทางของผมค่อยๆ กลับมาสวยงามเป็นปกติสุขอีกครั้ง และผมก็พบว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่ผมไม่ได้วิ่งแต่เพียงผู้เดียว
เรียนทุกท่านที่เคารพ
ครั้งนี้ผมมีรัตนิรันด์และผู้ชายของเธอ (มิตรภาพใหม่ของเธอนั่นแหละ) เป็นคู่ที่วิ่งอยู่ข้างหน้า และคอยเหลียวมองกลับมาตลอดเวลาด้วยความห่วงใย
ให้ตายเถอะโรบินฮู้ด ....เธอฟิตจริงๆ!
ที่สำคัญยังมีคุณประกายที่คอยวิ่งเคียงข้างๆ คอยเป็นกำลังใจ ช่วยแบ่งรับเอาความเจ็บปวดที่มีให้เบาบางจางลงได้อย่างวิเศษ จากหวายเป็นร้อยก็เหลือไม่ถึงสิบ เธอบรรจงดึงมีดสั้นเล่มนั้นออกให้ด้วยรอยยิ้มพิมใจ ในเวลาเดียวกันกับที่บรรยากาศเช้านี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีสนุกสว่างไสวหลังการลับลาไปของเมฆฝน
ผลคือ จันท์แจ่มฟ้าแจ้งแจงแวง
การมีกันและกันในปัจจุบันนั้นสำคัญและมีความหมายมากกว่ามาก
สิ่งมหัศจรรย์สามารถเกิดขึ้นได้จริงถ้าเราเชื่อใจในกันและกัน
แล้วไม่ใช่หรือที่เราควรวิ่งเข้าเส้นชัยไปพร้อมๆ กัน (ณิการ์)
ท่านที่เคารพ... และ—
เรายังมีน้องเปิ้ลกับคุณป้านักรบอยู่ข้างหลังอีกไม่ห่างไม่ไกล
โน่นไง...ไฟวิบวับส่องแสงพ้นโค้งมาแล้ว
[ 10.5 กม.]
ไม่เลย.. ผมไม่เคยรู้มาก่อน
ว่ามีความอบอุ่นขนาดย่อมๆ ห้อมล้อมอยู่จริงที่ระยะนี้
7/12/2012
7/06/2012
ผู้มาใหม่
คร่า่วๆ เกี่ยวกับน้องผู้มาใหม่เท่าที่รู้
- น้องเขาชื่อ 'นัท' แต่น้องเขาบอกเองว่าอยากให้เราเรียกเขาว่า 'นัทซึ'
- น้องเขาเรียนมาทางด้านการโรงแรม โปรแกรมอินเตอร์ฯ
- น้องเขาสนใจและชื่นชอบในการถ่ายภาพเป็นพิเศษ
- น้องเขาอายุ 22, เิ่พิ่งจบสดๆ ร้อนๆ
- น้องเขาเล่าว่าเคยฝึกงานที่โรงแรมบันยันทรี ในส่วนของร้านอาหาร
(แต่นั่นมันก็ไม่น่าสนใจเท่ากับที่)
- น้องเขาบอกว่าเขามีงานอดิเรกคือ 'ตามไอดอล'
- .....????...
- น้องเขาเห็นเรางงงง จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า..
- น้องเขาเป็นแฟนคลับของ AKB48 ( วงนี้ --> http://www.akb48.co.jp/ )
- น้องเขาตามวงนี้มากว่า 2 ปีแล้ว
- ชอบมว้ากก!
- น้องเขาบอกว่าถ้าสมมติว่าไฟไหม้บ้านนะ หนึ่งในของที่จะหยิบติดมือแล้ววิ่ง
หนีออกมาก็คืออัลบั้มรูปภาพอันเป็นที่รักและหวงแหนยิ่งของสาวๆ วงที่ว่า
- คือแบบว่าชอบมว้ากก!!!
- น้องเขามีความใฝ่ฝันอยากไปดูคอนเสิร์ตของวงนี้ที่ญี่ปุ่นสักครั้ง
- (ที่จริงตอนเล่า น้องเขาใช้คำว่า 'คอน' เฉยๆ แต่เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นคำว่า
'คอนเสิร์ต' ได้ไม่ยาก ศัพท์วัยรุ่นก็ประมาณนี้แหละ)
- น้องเขาดูมีความสุขนะ เวลาเล่าถึงวงที่รัก ถึงคนที่ปลื้ม
- น้องเขาดูโชติช่วงชัชวาลมาก ..จริงๆ นะ!
- น้องเขาชอบใส่เสื้อแขนยาวคอเต่าสีดำกับกางเกงยีนส์บ่อยๆ แต่เราไม่ได้
ถามอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแต่งตัวนัก ของแบบนี้มันแล้วแต่สไตลรุ
- น้องเขาน่าจะดีใจในการงานที่ได้รับนะ เพราะเป็นงานแรกกับวัยทำงาน
นี่ก็เพิ่งจะลงทุนทุ่มไปกับอุปกรณ์เหยียบแสนในงานนี้
- น้องเขาใช้แคนนอนเหมือนเรา แต่ของเราเป็นรุ่นแก่กว่า
- (ย้ำอีกทีนะ ว่า) น้องเขาชื่อ 'นัทซึ' เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ AKB48 และ--
- น้องเขาชอบบอกว่าเขา 'อะเคร' เวลาที่มีใครหยิบยื่นความเป็นห่วงเป็นใยให้
ซึ่งผมคิดว่าน่าจะหมายถึงคำว่า 'โอเค'
ที่แปลเป็นไทยได้ว่าตกลง
6/30/2012
6/24/2012
คิดถึงสีฟ้าเวลา... (Missing Blue)
จัดห้องไปจัดห้องมาก็ไปเจอรูปใบนี้เข้าให้
โฉมหน้าของ 'สีฟ้า' ทีมที่ดีที่สุดในปีนั้น ด้วยที่ว่าเราคว้า 'แชมป์กีฬาสี' มาครอง
ผมเองยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมในตำนานชุดนั้น
ซึ่งจะชำระและรำลึกถึงส่วนผสมปนเปของความสำเร็จครั้งนั้นให้ฟังดังนี้
เริ่มที่เรามีไอ้ 'หัวตูด' เป็นนายทวาร ณัฐ— เพื่อนผมตั้งฉายาให้น้องมันแบบนั้น เพราะรูปทรงหัวของน้องมันเหมือนก้นคน (ไอ้ณัฐมันอ้างว่าอย่างนั้น) แล้วพวกเราก็เฮโลสาระพากันเรียกตามด้วยความถูกอกถูกใจในฉายาที่ว่า แต่จะว่าไปฝีมือมันก็ดีจริงๆ นั่นแหละ นานๆ เราจะพบเจอคนที่อยากเล่นตำแหน่งนี้
เรามี 'อานนท์ ไพชำ' ชายผู้สวมหมวกตลอดเวลาเป็นกองหลังกับตันทีม ทุกๆ คนเห็นพ้องต้องกันว่าอานนท์คือกองหลังที่ดีที่สุดในยุคนั้น แต่แท้จริงแล้วเดิมทีไอ้'นนท์มันอยู่สีม่วง ถือเป็นบุญวาสนาของทีมเรา เพราะน้อง 'ลินดา' หญิงสาวที่มันหลงใหลได้ปลื้มอยู่สีเรา ในนามของกองหลังที่ดีที่สุด อานนท์จึงใช้อภิสิทธิ์นั้นย้ายสีมาเล่นกับเรา เผื่อจะเข้าตาน้องลินดาอันเป็นที่รักเข้าบ้าง และยิ่งได้มาเล่นคู่กันกับ 'เซียนโด่งไม่รู้ล้ม' — ยักษ์ปักหลั่นจากหลังสวนของเราด้วยแล้ว แผงหลังของเราก็ไร้เทียมทาน
ถ้า ณ เวลานี้นักเตะที่ดีที่สุดของในคือ 'แมสซี' นะ ยุคสมัยนั้นก็เป็น 'จูเนียร์' อย่างไร้ขอครหา เวลาลูกอยู่กับเท้ามัน ไอ้'เนียร์สามารถรังสรรค์เกมส์บุกได้ราวกับร่ายมนต์ มันมีทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่งดุดัน อีกทั้งความแม่นยำในการยิงประตู แล้วพอมันได้กำลังเสริมอย่าง 'ฤทธาคะนอง' กลางรับหน้าตาไร้อารมณ์ของเราด้วยแล้วก็ยิ่งเล่นดีใจหาย ไอ้ฤทธาคะนองนี่ก็สำมะคัญนักแล เป็นคนประเภทปิดทองหลังพระโดยแท้
นอกนั้นในทีมเราก็ยังมีจรวดทางเรียบอย่างไอ้น้อง 'หน้ากระชาก' (ฉายานี้ไอ้ณัฐมันก็ตั้งให้อีก), ปีกฉัตร, ภูริทัต, น้องๆ เพื่อนๆ ในทีม แล้วก็ผม— แบ็กซ้ายไก่กาผู้ถนัดขวา แต่เนื่องจากทีมเราไม่มีซ้ายธรรมชาติเหมือนสีอื่นๆ ผมจึงอาสาประจำการทางกราบซ้ายเพื่อทีม (อั่ยยะ! แมนมั่กๆ!) ซึ่งรวมๆ แล้วสีฟ้าของเราก็เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบจริงๆ ทั้งรุกและรับ
ไงล่ะ สีฟ้าของผม บาซ่าก็บาซ่าเหอะ ฮ่าๆ
ด้วยช่วงนี้มีเทศกาลฟุตบอลยุโรปอยู่พอดี จึงอยากหยิบยกเอาเรื่องราวเก่าๆ ในความทรงจำมาเล่าสู่กันฟัง ภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายตอนก่อนเตะนัดชิงกับสีม่วง
ก่อนที่อีก 90 นาทีต่อมาเราจะคว้าแชมป์
6/20/2012
สักวันฉันจะ
เป็นกติกาสากล
ใครโดนยิงลูกแรกก่อนต้องถอดเสื้อ นั้นก็เพื่อให้ชัดเจนในการแบ่งข้างของเรา ให้ง่ายต่อเกมส์การเล่น หนุ่มๆ น้องๆ ข้างที่เกมส์รับหละหลวมปล่อยให้อีกฝ่ายบุกทะลวงเข้ามาทำประตูขึ้นนำได้ก่อน จำยอมต้องเปลื้องเครื่องนุ่งห่มชิ้นบนออก แต่คุณน่าจะรู้ว่ามันได้เผยให้เห็นอาภรณ์สีทะมึนอีกชั้นที่เร้นอยู่ภายใน
...รอยสัก
ระยะนี้พอแดดร่มลมตกฉันก็จะมาออกกำลังกายที่สนามแห่งนี้เป็นประจำ
ที่แห่งนี้เป็นลานกีฬาไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่บ้าน ฉันสามารถปั่นจักรยานมาได้ ภายในบริเวณมีเครื่องออกกำลังกายอยู่ห้า-หกชิ้น ถัดไปมีลานแอโรบิกพร้อมเวทีขนาดย่อมเยา (แต่ยามเปิดเพลงออกลำโพงแล้วเสียงไม่เบาเอาเสียเลย : ) ให้บรรดาพี่ป้าน้าอาทั้งหลายได้โยกย้ายส่ายสะโพกกัน
ฉันชอบที่นี่เป็นพิเศษก็ตรงที่สามารถเห็นวิวภูเขาได้เสมอในเวลาเงยหน้ามองออกไปทางทิศนั้นนั่นเอง
หลังแล้วเสร็จจากการวิ่งอบอุ่นร่างกาย ก็ได้เวลาลงสนาม
เย็นวันนี้ในสนามบอลเรานั้นมีอยู่ด้วยกันสิบสองคน จึงแบ่งกันได้เป็นข้างละหก
และไม่ใช่เรื่องตลก ที่ห้าในหกของอีกข้างนั้นสักเต็มตัวไปหมด ไม่ว่าจะหน้าอก, แผงหลัง, ต้นแขน, ต้นคอ, สีข้าง ถ้าลองพินิจพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นทั้งเกราะเพชรหนุนดวง, ยันต์เก้ายอด, แปดทิศ, ห้าแถวมหาลาภ, โคตรปลาคาร์พ, มังกรและพยัคฆ์, สร้อยสังวาลย์, หนุมานฤๅษีและอีกมากมายทวยเทพอยู่ในนั้น เส้นสายลวดลายอักขระสีดำนั้นคล้ายกลายเป็นเครื่องแบบอีกแบบที่เกือบจะเหมือนกันของอีกฝั่งเลยทีเดียว
ฉันเห็นแล้วก็ให้รู้สึกอึ้งทึ่งและตกตะลึงพรึงเพริดกับฝั่งข้างของคู่แข่งเราทันที
รอยสักชโลมด้วยไคลเหงื่อนี่ก็ช่างสวยงามท้าทายผู้ชายอย่างฉันเหลือเกิน
มันทั้งตื่นตา ตื่นใจ และตื่นตัว
ฉัน— ในความหมายที่นอกเหนือจากความเป็นผม
ฉัน— ชายที่ชื่นชอบผีเสื้อและดอกไม้
ดูก่อนชายฉกรรจ์
สักวันฉันจะสัก!
...รอยสัก
ระยะนี้พอแดดร่มลมตกฉันก็จะมาออกกำลังกายที่สนามแห่งนี้เป็นประจำ
ที่แห่งนี้เป็นลานกีฬาไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่บ้าน ฉันสามารถปั่นจักรยานมาได้ ภายในบริเวณมีเครื่องออกกำลังกายอยู่ห้า-หกชิ้น ถัดไปมีลานแอโรบิกพร้อมเวทีขนาดย่อมเยา (แต่ยามเปิดเพลงออกลำโพงแล้วเสียงไม่เบาเอาเสียเลย : ) ให้บรรดาพี่ป้าน้าอาทั้งหลายได้โยกย้ายส่ายสะโพกกัน
ฉันชอบที่นี่เป็นพิเศษก็ตรงที่สามารถเห็นวิวภูเขาได้เสมอในเวลาเงยหน้ามองออกไปทางทิศนั้นนั่นเอง
หลังแล้วเสร็จจากการวิ่งอบอุ่นร่างกาย ก็ได้เวลาลงสนาม
เย็นวันนี้ในสนามบอลเรานั้นมีอยู่ด้วยกันสิบสองคน จึงแบ่งกันได้เป็นข้างละหก
และไม่ใช่เรื่องตลก ที่ห้าในหกของอีกข้างนั้นสักเต็มตัวไปหมด ไม่ว่าจะหน้าอก, แผงหลัง, ต้นแขน, ต้นคอ, สีข้าง ถ้าลองพินิจพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นทั้งเกราะเพชรหนุนดวง, ยันต์เก้ายอด, แปดทิศ, ห้าแถวมหาลาภ, โคตรปลาคาร์พ, มังกรและพยัคฆ์, สร้อยสังวาลย์, หนุมานฤๅษีและอีกมากมายทวยเทพอยู่ในนั้น เส้นสายลวดลายอักขระสีดำนั้นคล้ายกลายเป็นเครื่องแบบอีกแบบที่เกือบจะเหมือนกันของอีกฝั่งเลยทีเดียว
ฉันเห็นแล้วก็ให้รู้สึกอึ้งทึ่งและตกตะลึงพรึงเพริดกับฝั่งข้างของคู่แข่งเราทันที
รอยสักชโลมด้วยไคลเหงื่อนี่ก็ช่างสวยงามท้าทายผู้ชายอย่างฉันเหลือเกิน
มันทั้งตื่นตา ตื่นใจ และตื่นตัว
ฉัน— ในความหมายที่นอกเหนือจากความเป็นผม
ฉัน— ชายที่ชื่นชอบผีเสื้อและดอกไม้
ดูก่อนชายฉกรรจ์
สักวันฉันจะสัก!
5/25/2012
หั่นฉัน หั่นเยอรมัน
'คัธญ่า' (ไม่แน่ใจเรื่องตัวสะกด) เป็นสาวแรกรุ่น และเป็นเยอรมันรุ่นแรกที่มาโผล่ที่บ้านฉัน เธอลงมาเที่ยวกับเพื่อนสาวชาวไทยของเธอหนึ่งคืน
ไม่ผิด— นี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 'ลุยสวน' ที่ฉันจัดขึ้นนั่นเอง
เพราะร้อยปีพันวันก็คงน้อยกว่าน้อยที่จะเห็นคนเยอรมนีมาปรากฎที่นี่
จนแม่ฉันต้องแอบเลียบเคียงมากระซิบกระซาบกับฉันพร้อมเหงื่อเม็ดน้อยๆ กลางหน้าผากเล็กๆ ลับหลังเธอว่า 'ไม่เห็นบอกว่าจะมีฝรั่งลงมานี่นา' -*-
ฉันรู้สึกเป็นเกียรติไม่ใช่เล่นทีเดียวที่มีชาวต่างชาติมาเยี่ยมมาเยือน
มื้อเย็นรับแขก (ที่เป็นเยอรมัน) วันนี้ฉันกับแม่จึงแจงจัดให้มีน้ำพริกกะปิฝีมือการตำของแม่เป็นตัวตั้ง (อยู่กลางโต๊ะ) แล้วรายรอบวงด้วยจานผัดผักบุ้ง ไข่ทอดผักชะอม และไก่ต้มตะลิงปลิง
ระหว่างที่รอข้าวสุก ฉันเชิญชวนให้เธอหั่นแตงกวารอ
คัธญ่าก็หั่นแตงกวาในแบบของเธอ—แบบที่โน่น—แบบเยอรมัน
จากแตงกวาหนึ่งลูกไม่เล็กไม่ใหญ่ เธอวางลงบนเขียง หั่นครึ่งเป็นสองท่อนจากตรงกลางตามขวางก่อน แล้วจึงนำมาซ้อนกันให้เป็นสองชั้น ก่อนบรรจงหั่นอีกครั้งตามแนวยาวให้ได้สี่ เป็นอันเสร็จพิธีเยอรมัน
ส่วนฉัน— ฉันหั่นตามแบบฉบับแม่ หั่นตามที่รักจำเอาไว้
เริ่มจากเฉือนหัวและท้ายออกเล็กน้อย กระชับถือไว้ในมือซ้าย หั่นในลักษณะควั่น ทำมุมเฉียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มพื้นที่หน้าตัด หลังจากที่ได้ชิ้นแรก จากนั้นก็บิดหมุนแตงกวาที่ถือไว้ครึ่งรอบ ควั่นหั่นปาดเฉียงๆ อีกครั้งในองศาเดิม แล้วทำซ้ำตามกระบวนที่ว่าจนหมดลูก ก็จะได้แตงกวาขนาดกำลังพอดีคำจำนวนหนึ่ง
แตงกวาของเราค่ำนั้นจึงมีด้วยกันสองแบบ
แบบของฉัน และแบบเยอรมัน ผสานผสมกันในจานผักจิ้มหนึ่งเดียว
พอเวลาอันสมควรเดินทางมาถึงในรูปของข้าวสวยสุกร้อนๆ หอมฉุย
เราคดข้าวจากหม้อใส่จานกันและกันด้วยรอยยิ้ม
คัธญ่าเลือกหยิบเอาแตงกวาที่ถูกหั่นในแบบของฉันขึ้นมา
ส่วนฉันก็เลือกที่เป็นอันของเธอ
แล้วเราก็จิ้มกินกับน้ำพริกกะปิถ้วยนั้นของแม่กัน
อร่อยเยอรมันอร่อยไทย
ไม่ผิด— นี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 'ลุยสวน' ที่ฉันจัดขึ้นนั่นเอง
เพราะร้อยปีพันวันก็คงน้อยกว่าน้อยที่จะเห็นคนเยอรมนีมาปรากฎที่นี่
จนแม่ฉันต้องแอบเลียบเคียงมากระซิบกระซาบกับฉันพร้อมเหงื่อเม็ดน้อยๆ กลางหน้าผากเล็กๆ ลับหลังเธอว่า 'ไม่เห็นบอกว่าจะมีฝรั่งลงมานี่นา' -*-
ฉันรู้สึกเป็นเกียรติไม่ใช่เล่นทีเดียวที่มีชาวต่างชาติมาเยี่ยมมาเยือน
มื้อเย็นรับแขก (ที่เป็นเยอรมัน) วันนี้ฉันกับแม่จึงแจงจัดให้มีน้ำพริกกะปิฝีมือการตำของแม่เป็นตัวตั้ง (อยู่กลางโต๊ะ) แล้วรายรอบวงด้วยจานผัดผักบุ้ง ไข่ทอดผักชะอม และไก่ต้มตะลิงปลิง
ระหว่างที่รอข้าวสุก ฉันเชิญชวนให้เธอหั่นแตงกวารอ
คัธญ่าก็หั่นแตงกวาในแบบของเธอ—แบบที่โน่น—แบบเยอรมัน
จากแตงกวาหนึ่งลูกไม่เล็กไม่ใหญ่ เธอวางลงบนเขียง หั่นครึ่งเป็นสองท่อนจากตรงกลางตามขวางก่อน แล้วจึงนำมาซ้อนกันให้เป็นสองชั้น ก่อนบรรจงหั่นอีกครั้งตามแนวยาวให้ได้สี่ เป็นอันเสร็จพิธีเยอรมัน
ส่วนฉัน— ฉันหั่นตามแบบฉบับแม่ หั่นตามที่รักจำเอาไว้
เริ่มจากเฉือนหัวและท้ายออกเล็กน้อย กระชับถือไว้ในมือซ้าย หั่นในลักษณะควั่น ทำมุมเฉียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มพื้นที่หน้าตัด หลังจากที่ได้ชิ้นแรก จากนั้นก็บิดหมุนแตงกวาที่ถือไว้ครึ่งรอบ ควั่นหั่นปาดเฉียงๆ อีกครั้งในองศาเดิม แล้วทำซ้ำตามกระบวนที่ว่าจนหมดลูก ก็จะได้แตงกวาขนาดกำลังพอดีคำจำนวนหนึ่ง
แตงกวาของเราค่ำนั้นจึงมีด้วยกันสองแบบ
แบบของฉัน และแบบเยอรมัน ผสานผสมกันในจานผักจิ้มหนึ่งเดียว
พอเวลาอันสมควรเดินทางมาถึงในรูปของข้าวสวยสุกร้อนๆ หอมฉุย
เราคดข้าวจากหม้อใส่จานกันและกันด้วยรอยยิ้ม
คัธญ่าเลือกหยิบเอาแตงกวาที่ถูกหั่นในแบบของฉันขึ้นมา
ส่วนฉันก็เลือกที่เป็นอันของเธอ
แล้วเราก็จิ้มกินกับน้ำพริกกะปิถ้วยนั้นของแม่กัน
อร่อยเยอรมันอร่อยไทย
5/22/2012
Subscribe to:
Posts (Atom)
















