5/27/2010

Aruitemo Aruitemo


หนังดีมาก อยากให้ได้ดูกัน
ดราม่าได้สะเทือนอารมณ์สุดๆ
ตอนนี้เลยขึ้นแท่นเป็นหนังในใจอีกเรื่องแล้ว

งานของ ฮิโรคาสุ โคริเอดะ (Hirokazu Kore-eda)
คนที่กำกับ Nobody Known (2004) และ Air Doll (2009)

ประเด็นที่จะเล่าให้ฟังคือชื่อของหนัง
หนังใช้ชื่อสากลคือ "Still Walking" (2008)
ภาษาญี่ปุ่นใช้ว่า "歩いても 歩いても"
อ่านว่า "อารุยเตโม อารุยเตโม"
ถ้าแปลก็คงแปลได้ประมาณนั้นนั่นแหละ

แต่ทีนี้ก็คือ ถ้าคุณได้ดูตัวหนังเรื่องนี้แล้ว คุณจะรู้ว่าความหมายของชื่อหนังในภาษาญี่ปุ่นนั้นมันไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ "Still Walking" เท่านั้น

มันมีนัยที่แสนจะเจ็บปวดใจจริงๆ

http://www.aruitemo.com/index.html

5/20/2010

BANG! BANG! BANG! KOK


อย่าถล่มนะ เซ็นทรัลฯ...

5/12/2010

ฝัน - บ้า - Kราโอเกะ

- 1 -
พูดถึงคาราโอเกะ
เท่าที่นึกได้ 4-5 ครั้งหลังสุดที่ไปก็ได้ไอ้คุณ “เค” นี่แหละเป็นคนชักคนชวน
ครั้งล่าสุดเราก็ไปแหกปากบ้าบอกันปาวๆ แถวนราธิวาสฯ จนห้องข้างๆ ต้องเดินมาเมียงมอง เหมือนจะขอลายเซ็นเราแต่ก็ไม่ พวกส่ายหัว สบถ แล้วก็เดินพึมพำกลับไป

แหม... ก็เราเต็มที่ในทุกเมโลดี้ขนาดนั้น
ย่อมต้องมีตัวโน้ตบ้าง ตัวเฮ่บ้าง แอบแลบออกไปเพ่นพ่านในระยะการทำงานของหูพี่น้องข้างห้องบ้างแหละ
หรือไม่แน่— บางทีพวกเขาอาจจะมาฟังไอ้เคมันร้องก็ได้ เพราะมันร้องเพลงออกจะไพเราะ โดยเฉพาะบทเพลงสไตล์ R&B ของคุณอ๊อฟ ปองศักดิ์ ดีวา (Deva) ตัวแม่ของเมืองไทย

“เงาเสียงชัดๆ”
ผมยกนิ้วหัวแม่โป้งทั้งสองข้าง ยืนยันนอนยันการันตีได้
เพลงอะไรนะ? ‘แทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ’ ใช่ไหมนะ? นั่นน่ะ สุดยอด!
ส่วนผมนั้นจะกระเดียดไปทาง ‘โหน’ และ ‘แหก’ ปากมากกว่า
เพลงโปรดที่ผมมักกดเลือกเป็นประจำก็คือ ‘รักครั้งแรก’ ของสองพี่น้องฝาแฝดดูโอ (Duo) บางแก้ว และ ‘แกล้ง’ ของ Silly Fools
แล้วไอ้เคก็ส่ายหน้าระอาเพลงที่ผมกดเลือก
เค— มึงไม่เข้าใจ ได้ร้องเสียงสูงแล้วมันสาสมแก่ใจว่ะ!

...และแม้ ฉันไม่อาจหยุดเธอไว้ แต่ก่อนจะจากไป ช่วยแกล้งบอกรักฉันหน่อย

วะ! แต่ผมตายท่อนนี้ทุกทีสิน่า

- 2 -
เคมันชอบร้องรำทำเพลง
ไม่ถึงกับคลั่งไคล้ มันแค่ฝักใฝ่ในไมโครโฟน และอารมณ์อิมโพไวส์
กับกีต้าร์โปร่งไฟฟ้าเสียงใสที่บ้านของมันตัวนั้นมันก็บรรเลงได้เสนาะนัก
ก็เหมือนกับอีกหลายๆ คนนั่นแหละ การได้เป็นนักร้องนักดนตรีคือความฝัน (ช่วงหนึ่ง) ของมัน

ว่าไปเชียว— รายนี้เขาเคยเข้าร่วมประกวดทั้งเวทีเดอะสตาร์ และอะคาเดมี่ แฟนเทเชียด้วยนะเอ้า! รายการแรกนั่นพี่เขาเบิ้ล 2 ปีซ้อนด้วย ^^

บ้านเคมันอยู่วังน้อย อยุธยา กับภรรยาและลูกๆ ที่น่ารักน่าชังทั้ง 2 คนของมัน แต่ก็เข้าเมืองมาอยู่บ่อยๆ ช่วงสุดสัปดาห์ และมักจะนัดแนะและนำพาผมไปคาราโอเกะเสมอที่พอหาเวลาได้ โดยไม่เกี่ยงงอนว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน
ไอ้การที่จะไปเป็นแก็งค์ เป็นก๊วน ก็อาจจะยากไปสำหรับการระดมพลพรรค
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะแค่ 2 คนนั้นเราก็ไป
ที่สำคัญ— ไปกันบ่อยเสียด้วย

- 3 -
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเลี้ยง”
มันกร้าวออกมาตั้งแต่ต้นในทุกครั้งที่เอ่ยชวน
ทั้งๆ ที่เนื้อเต้นตุ๊บๆ และดีใจชิบหาย แต่ร่างกายมันอึกอักยึกยักแบะท่าพอให้เพื่อนรักรู้ว่าไม่ค่อยมี ’ตังค์ (ว่ะ)
และเหมือนมันก็รู้อยู่แล้วนั่นแหละ เลยสนุ้กทางปฏิเสธของผมไว้แต่ทีแรก
“เพื่อนไม่รวยหรอก เพื่อนมี”
“เค!”
ผมตอบตกลงแบบไม่ต้องเล่นตัวสั้นๆ
คำเดียวกับชื่อเล่นของมันนั่นแหละ

- 4 -
พอเราได้ห้อง ประโยคแคลสสิกที่จะตามมาก็คือ
“มึงสั่งเลย เดี๋ยวกูเลือกเพลงก่อน”
แล้วมันก็เอาคัมภีร์เพลงมาเปิดๆๆๆ กดๆๆๆ แล้วก็คว้าไมค์มาถือไว้ในมือ
ปล่อยให้ผมเป็นธุระจัดการกับอาหาร และเครื่องดื่ม
เหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องทำในทุกครั้ง

หนึ่งชั่วโมงแห่งความหฤหรรษ์มันส์พะย่ะค่ะผ่านไป
ผีห่าซาตานตัวไหนก็ไม่อาจทราบ ได้มากระชากวิญญาณศิลปินเดี่ยว (บางทีก็คู่) ออกมาจากภายในร่างกายเราครั้งแล้วครั้งเล่า จนสุ้มเสียงเราเริ่มแหบแห้ง และเพี้ยนผิดคีย์ในบางเพลงที่ต้องลากเสียงขึ้นสูงกว่าสามัญ
“ต่ออีกหน่อยแล้วกัน”
แล้วมันก็จัดแจงโทรไปแจ้งพนักงานด้วยตัวเองเสร็จสรรพ
สำหรับเรา ทุกครั้งที่ไป ชั่วโมงเดียวไม่เคยพอ

- 5 -
ผมชอบเสียงเพลง
ชอบฟังเวลาที่เพื่อนๆ และคนรอบข้างร้องหรือฮำเพลงออกมาในชีวิตประจำวัน
เพราะนั่นหมายถึงว่าคนๆ นั้นกำลังแสดงออกมาโดยนัย ณ ขณะนั้นว่ามีอารมณ์สุนทรีย์ในชีวิต

บางที— เวลาที่เราพูดเกี่ยวกับชีวิต
ถ้าไม่นับความฝัน
เสียงเพลง และคาราโอเกะนั้นอาจจะเป็นส่วนผสมหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตธรรมดาๆ ของเราน่าฟังขึ้นก็เป็นได้
ไม่ว่าคุณจะร้องเพี้ยนหรือร้องเพราะก็ตาม

.........


ป.ล. พี่โตแกล้งทุกคนที่กดเพลงนี้

5/05/2010

OK CICADA


งานสนุกขนาด
เร็วๆ นี้จะเอาภาพบรรยากาศมาลงให้ได้ยลกัน
ขอบคุณทุกๆ ท่านที่แวะไปที่บูธ

THANK YOU
^_^

4/20/2010

๑๗ เมษา

แม่ดูสวยเป็นพิเศษในเสื้อปักลูกไม้สีขาว
ยิ่งใส่คู่กับผ้าถุงสีแดงเลือดหมูปักขอบด้วยทองเป็นเส้นสวยตัวนั้นก็ยิ่งงามอย่างมีคุณค่า (น้ำนม) เราเดินควงแขนกันไปทำบุญวันสงกรานต์ที่วัดใกล้ๆ บ้าน

วัดห้องคูหา— วัดเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผมและครอบครัวมาช้านาน
ตอนอายุครบบวช ผมก็เข้าบวชเรียน ณ ที่วัดนี้นี่เอง
ห้องคูหานอนมาโดยไม่ต้องมีวัดทางเลือกอื่นใดแทรกแซงขึ้นมาให้ใจไขว้เขว

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำบุญวันสงกรานต์ที่วัด ซึ่งทำกันยาวนานต่อเนื่องทั้งสิ้น 5 วัน โดยเริ่มกันตั้งแต่วันที่ 13 โน่น
ผมมาถึงบ้านกลางดึกของเมื่อคืน หลังจากไปตะลอนล่องใต้มา 4-5 วัน จนตัวดำคล้ำเขียว

เช้านี้อากาศดีมีแดดอ่อนๆ ทอแสงอุ่นๆ เมฆลอยระบายบางๆ เบื้องบน ฝูงนกกระจอกกระจิบส่งเสียงจิ๊บๆ แบบเหน่อหน่อยๆ ตามสำเนียงตะวันออกโผบินถลาเล่นลมไปมา
ระหว่างที่เดิน ดูแม่จะมีความสุขที่ได้คู่ควงเป็นลูกชายในวันที่โตเต็มวัย และเริ่มริอ่านใส่ใจรายละเอียดในชีวิตมากขึ้นทุกปีๆ ผมจึงไม่ละเลยที่จะหาเวลาลงมานั่งๆ นอนๆ คุยเล่นและกินข้าวกับหญิงงามอย่างมีคุณค่าคนนี้ให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะบ่อยได้

ที่วัด— วันนี้คนมาทำบุญหนาตา แม่บอกว่าเป็นอย่างนี้ทุกวันตลอด 4 วันที่ผ่านมา แม่บอกต่ออีกว่าเมื่อวานนั้นที่วัดมีงานสมโภชฉลองสมณศักดิ์ของท่านเจ้าอาวาสด้วย ซึ่งท่านได้เลื่อนระดับขั้นเป็นพระครูปลัดฯ จากทางคณะสงฆ์จังหวัด เมื่อคืนจึงมีมหรสพเล็กๆ น้อยๆ ให้ชาวบ้านได้พอครึกครื้นกัน มีวงดนตรีลูกทุ่ง, หนังกลางแปลง และคณะตลก มาทำการแสดง

จากทางเข้า เราเดินเลยต้นมะม่วงใหญ่อันเก่าแก่ไป
ข้างทางเดินตรงลานด้านขวาก่อนเข้าศาลาฯ หน้าพระอุโบสถมีกองพระเจดีย์ทรายประดับตกแต่งด้วยไม้ดอกหลากสีอยู่อย่างสวยงามนับได้ 9 กอง ซึ่งทางกรรมการวัดเขาจัดประกวดกันเอาสนุกและเพื่อดำรงคงไว้ซึ่งประเพณีไทยๆ เหมือนเช่นทุกปี แม่ชี้ชวนให้ดูกองที่ 4 จากทางศาลาฯ ซึ่งเป็นกองที่ญาติๆ ของเราสร้างสรรปั้นแต่งขึ้นกันกับหลานๆ เมื่อช่วงค่ำวาน
"สวยเชียวเนาะ" แม่แสดงทัศนะ
"งั้นๆ" ผมตอบแบบไม่ได้หมายความตามที่พูดไป

มาถึงยังศาลาวัด ผมและแม่ถอดรองเท้าวางไว้ข้างๆ กัน
เป็นแบบนี้ทุกครั้ง แม่บอกว่าวางไว้ใกล้ๆ กันจะได้ไม่หาย
ผมยังคงนึกขันขัดใจแม่มาจนตอนนี้ว่า ไม่เกี่ยว— ของมันจะหายก็หายน่าแม่

เราจัดแจงแยกข้าวและกับข้าวออกจากเถาปิ่นโต เพื่อนำกับข้าวลงถ้วยชามของทางวัดและบรรจงวางลงบนถาด เพื่อใช้สำหรับถวายภัตตาหารเช้า เดินไปตักข้าวลงบาตรพระ ซึ่งวางเรียงเป็นแถวเป็นแนวเรียบร้อยอยู่บนโต๊ะยาวในอีกด้านหนึ่ง ระหว่างทำโน่นทำนี่ที่ว่านั้นแม่ก็พูดคุยทักทายกับคนรู้จักบรรดามีตามอัธยาศัย จากนั้นเราก็ไปนั่งรอเวลาคณะสงฆ์ขึ้นอาสนะ

หลังจากจุดธูปเทียนพระพุทธ เราก้มลงกราบพระรัตนตรัยพร้อมๆ กัน
แล้วลุงมัคนายกก็เริ่มอาราธนาศีล และกล่าวนำสวดด้วยบาลี

รับศีลห้า— กล่าวคำถวายภัตตาหาร— ฟังพระท่านสวดมนต์เช้า— กรวดน้ำ— รับพร และแผ่เมตตา รวมเวลาหนึ่งช่วงเหน็บรับประทานขาซ้ายสำหรับคนถนัดขาขวา และเป็นกรรมของขาขวา หากว่าคุณคือซ้ายธรรมชาติ (หรือจะซ้ายฟ้าสั่งก็ตามแต่)

ปกติจะเสร็จพิธีการเพียงเท่านี้ แล้วบรรดาศาสนิกชนก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน
แต่วันนี้นั้นทางกรรมการจัดให้มีการจัดสถานที่เพื่อรดน้ำดำหัวคณะสงฆ์ ซึ่งวันนี้มีมากกว่าปกติ ทางวัดนิมนต์มาจากวัดใกล้ๆ ร่วมด้วยบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เพื่อให้เป็นมิ่งขวัญและศิริมงคลในชีวิต

(อ้อ— ก่อนหน้านี้มีการประกาศผู้ชนะเลิศจากลุงมัคนายกในการประกวดกองพระทรายด้วย ปรากฎว่ากองของญาติผมได้รางวัลชมเชยไปนอนกอด เฮ... )

ตอนรดน้ำให้ผู้อาวุโสในหมู่บ้านแต่ละท่านๆ นั้นมันก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างไรก็ยากจะบรรยาย
ออกจะตื้นตันผสมปนเปไปกับความปีติยินดีพร้อมๆ กัน
คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า 'ความผูกพัน' กระมัง

หลังจากเสร็จพิธีการก็มีการโปรยทานจากผู้หลักผู้ใหญ่ใจบุญทั้งหลายให้กับเด็กๆ และวัยรุ่นหนุ่มสาว
ผมเองก็ไปยืนเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุมรับทานกับเขาด้วย ส่วนแม่นั้นขอตัวเลี่ยงไปอีกทาง แล้วจัดการเอาขวดน้ำอบที่เตรียมมาจากบ้านเทลงผสมกับน้ำในปิ่นโตเปล่าให้หอมหวลก่อนที่จะจุ่มลงไปด้วยดอกไม้สดเพื่อพรมกองพระทรายทั้ง 9

กลับมาทางกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มย่อมๆ ทางด้านหน้าศาลาฯ
เสียงเฮยังคงดังต่อเนื่องทุกครั้งที่ผู้โยนทานทำการ
บ้างเหรียญบาท บ้างเหรียญห้า บ้างเป็นคูปองสำหรับนำไปแลกธนบัตรอีกทีถูกเสียบไว้กับด้านหนึ่งของก้านกล้วยซึ่งหั่นเป็นท่อนสั้นๆ เพื่อที่เวลาโปรยนั้นจะไม่ไปทำให้กลุ่มเด็กๆ หัวร้างข้างแตกเสียก่อน

โปรยปรายของทานที่ว่าเหล่านั้นส่งผลให้เกิดเสียงเฮฮาเจี๊ยวจ๊าวสนุกสนาน รอยยิ้มน้อยใหญ่โรยอยู่ตามใบหน้าของผู้คนที่อยู่ที่นั่นอย่างถ้วนทั่วกัน
บางคนก็ได้ไปหลายตังค์ บางคนก็จับกบ หกคะเมนตรงนั้น ยังมาซึ่งเสียงหัวเราะหัวใคร่รอบๆ

ซู่วว์ว์ว์.........


ผู้ใหญ่ขี้แกล้งแถวนั้นแอบเอากระป๋องไปตักน้ำจากในโอ่งใกล้ๆ มาสาดใส่กลุ่มของเราที่ออกันรับทาน ทำให้มีผู้ไม่ปรากฎสัญชาติ (ว่าชายหรือหญิง) ในนั้นกรี๊ดแตกออกมากลางวงจนเสียงหลง

งานนี้ไม่มีใครโกรธใคร
เพราะมันช่วยทำให้เราเย็นฉ่ำกันทั่วหน้า กายเปียกชุ่ม และชื่น..ลงไปถึงใจ
ในวันสงกรานต์