ทุกท่านที่เคารพ
อย่างที่พอรู้กันเลาๆ ว่าเราได้ทำหนังสือทำมือเล่มสุดท้ายไตรภาคออกมาแล้ว
เล่มล่าสุดนี่ก็ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่ายังไงเสียก็จะเย็บเล่มแบบญี่ปุ่น
เพราะด้วยชอบจริงอะไรจริง และจะได้เย็บเป็น อะไรเป็น
ทีนี้ก็มีเรื่องเล่าเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องเย็บเล่มนี้ให้ฟัง
เรื่องมีอยู่ว่า—
เช้าวันหนึ่งเรากำลังหาคีมมาคีบเข็มเล่มน้อยๆ ของเรา (ที่ไปหยิบยืมเขามาอีกที) เพื่อใช้ดึงทุ่นแรง เพราะเย็บไปได้ประมาณหนึ่งก็เริ่มเจ็บที่ปลายนิ้ว ค้นหาคีบไปเรื่อยๆ ในกล่องเครื่องมือของพ่อก็ไปเจอเบ็ดตกปลาอันหนึ่งเข้าให้ ซึ่งมันเกือบจะเกี่ยวนิ้วมือเราเข้าให้แล้วถ้าระวังไม่พอ จึงไถ่ถามพ่อไปว่าเบ็ดนี่ของใคร อยู่ตรงนี้มันอันตรายนา พ่อขานว่าของแกเอง แล้วก็เข้ามารับช่วงต่อเอาเบ็ดไป
วันนั้นเราก็ไม่ได้อะไร พอเจอคีมแล้วก็ไปทำงานของเราต่อ
วันต่อมาน่ะสิ ถึงจะได้อะไร..
ตอนสายๆ สิ่งที่พ่อเอามาโชว์เราเป็น ต.ตะพาบตัวโตเชียว (นี่ไง—อะไรที่เราว่า)
พ่อบอกว่าเอาเบ็ดที่ได้จากเราเมื่อวานนั่นแหละไปวางดักที่คลองหลังบ้านมา เบ็ดอันนั้นมันหลงมาในจานกับแกล้มเมื่อหลายเดือนก่อนของพ่อเอง แกเป็นคนเก็บเอง แต่แกหาเองไม่เจอ หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนมาเจอจากเราเมื่อวานนั่นแหละ
แล้วพ่อก็กดโทรศัพท์ไปหาทีมงานมาให้รับช่วงต่ออีกที สักพัก 'เฮียหมง' อันเป็นที่รู้ถ้วนทั่วกันว่าเป็นผู้รับเหมาสัตว์ป่าทั้งหลายเพื่ออาสาเอาไปทำกับแกล้มก็ขับรถโฟล์คเต่ารุ่นเก่าๆ ของแกมาจอดหน้าบ้าน ลงจากรถ โดยค่อยๆ แง้มเปิดประตูรถออกมาพร้อมกับที่สกอร์เพลง 'ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ' ข อ ง พี่ หลิว ค่ อ ย ๆ ค ล อ ขึ้ น .. ... พ้ น จ า ก ป ร ะ ตู ร ถ เ พ ล ง จึ ง ค่ อ ย ๆ เ บ า ล ง .. (ซึ่งใช้เวลาพอสมควรทีเดียวนะ ณ จุดนี้) เฮียหมงทักทายเราและแม่ จากนั้นแกก็ค่อยๆ ย่างสามขุมตรงเข้าไปในครัว จัดการทำความสะอาดเจ้าตะพาบตัวนั้นอีกที สนทนาเล็กน้อยกับพ่อพอเป็นพิธี บรรจงหักกิ่งไม้แห้งเพื่อใช้เป็นฟืนก่อไฟในเตา ฮำเพลงเบาๆ ..แล้วบรรเลง
‘ทำไมต้องเป็นรถเต่าด้วยวะ’
ถึงตรงนี้เราขำตรงรถเต่าของเฮียหมงแก นึกขันอยู่คนเดียวในหัว
พอรู้สึกตัวอีกทีว่าตลกอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย ทำนองว่า 'ตลกตายล่ะ' จึงสำนึก และวอนให้เจ้าตะพาบตัวนั้นอโหสิกรรมให้ด้วยที่ต้องมีอันเป็นไป
ไม่ว่าจะเป็นไปเพราะสิ่งที่เรากำลังทำ
หรือจะเป็นเคราะห์กรรมของเจ้าตะพาบเองก็ตาม
9/23/2012
9/19/2012
RLRC
ทุกท่านที่เคารพ
RLRC ย่อมาจาก Run Lily Run Club ครับ
ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกแล้ว 6 คน ซึ่งเราทำเท่ก่อตั้งขึ้นมาเอง
ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ นะ ที่เราทำให้คน 4-5 คนลุกขึ้น
แล้วหันหน้ามาร่วมออกกำลังกายโดยการวิ่งไปด้วยกันได้
(แม้จะไม่ค่อยพร้อมเพรียงกันก็ตามเถอะ)
ล่าสุดก็หอบหิ้วกันไปวิ่งที่เมืองกาญจ์นโน่นแน่ะ
สนามนี้สวยงามมากมายตายกันไปเลย สมดังคำร่ำลือ
การจัดการก็ดี เป็นไปได้ก็อยากมาวิ่งที่นี่ทุกปีนะ
รายการนี้เป็นมาราธอนครั้งที่ 5 แล้วสำหรับเรา
ปกติระยะมินิฯ เขาจะวิ่งกันประมาณ 10 กม.
ที่ผ่านมาถ้านับรวมๆ กันนี่ก็ได้ราว 50 กม.แล้ว
ตั้งใจไว้ว่าชีวิตนี้จะวิ่งให้ได้สัก 100 กม.
ถ้าลงปีละ 4 รายการก็อีก 3 ปี
ถึงตอนนั้นถ้าเข่ายังไม่พัง ก็คงจะมีความสุขพิลึก
ทุกท่านที่เคารพ
ลองนึกดูสิครับ : )
.........
ป.ล. สำหรับมิตรรักแฟน Blog อันนิดน้อย
เราเขียนวิธีสั่งซื้อหนังสือไว้ที่ Note Page ใน FB นะ
http://on.fb.me/NZBuML
กำลังคึกคักเชียว ^^
9/04/2012
ทุกท่านที่เราคบ
Ladies & Gentlemen...
เล่มสรุปจบของไตรภาค 1306ix มาแล้วนะครับผม
อันมีชื่อว่า "ทุกท่านที่เราคบ" พบกับ 10.5 ความเรียงตามอารมณ์หลากหลายวาระในรอบกว่า 2 ปีที่ผ่านๆ มา รับรองว่ารสชาติแน่นอนเหมือนเคย เล่มนี้เห็นสมควรแล้วว่าจะเป็นหนังสือทำมือรวมเล่มลำดับสุดท้ายที่จะทำออกมาแล้ว—
อะไรนะ? ตามไม่ทัน... งั้นจะเท้าความให้เล็กน้อย
(ก็)เริ่มจากที่ทำคลอด "ดอยไปดอยมา" ออกมาในปี 2008
จากนั้นตามมาห่างๆ ด้วย "ทำ-เป็น-เล่ม-ไป" ตอนปลายปี 2010
และล่าสุด ปีนี้ 2012 กับ "ทุกท่านที่เราคบ"
ที่จริงมีแอบแทรกอัลบั้มภาพ "僕のインド" l 365 days later
ออกมาตอนต้นปีด้วยแหละ ถ้ายังจำกันได้
อา...เขียน Blog มากว่า 5 ปีแล้วเหรอเนี่ย...น่ากลัวชะมัด
สำหรับเล่มนี้จะแบ่งการทำออกเป็น 3 งวด งวดละ 13 เล่ม
งวดแรกสำหรับมิตรรักแฟน Blog แห่งนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่
งวดสองเร็วๆ นี้สำหรับ Friends ใน FB
และงวดสุดท้าย โน่นเลย— งานสัปดาห์หนังสือ
เห...ถามว่าทำไมต้องกระแดะทำพิลึกพิลั่นแบ่งเป็น 3 งวดน่ะเหรอ
แหม...ถามแบบนี้ไม่เคยเย็บหนังสือล่ะสิ มันเจ็บนิ้วนะตัวเอง ^_^"
เอาเป็นว่าสนใจกันก็ติดต่อกันตามช่องทางที่สะดวกเลยนะ
ราคาเล่มละ 185 บาทไทย รวมค่าจัดส่งทั่วสยามประเทศ สำหรับทุกๆ ท่านที่เราคบโดยเฉพาะ : )
ด้วยความเคารพ
1306ix
.........
แต่เดี๋ยวก่อน!
พิเศษสุดๆ ไปเลยสำหรับท่านที่แจ้งว่ามี "僕のインド" l 365 days later ในอ้อมอกเรียบร้อยแล้ว รับไปเลยทันทีส่วนลด 13% นั่นหมายความท่านจะสามารถเป็นเจ้าของสิ่งนี้ได้ในราคาเพียง 160 บาทเท่านั้น!
8/12/2012
8/01/2012
7/12/2012
มินิฮิ
5...........
4........
3.....
2..
[ 1 ]
จบเห่! ผมทุลักทุเลตั้งแต่กม.ที่สาม!
ไม่ไหว.. ร้อยหวายตรงส้นเท้าข้างขวานั้นรวดร้าวเหลือแสน
และนั่นก็หมายความว่า.. หากยังดื้ออยากจะวิ่งต่อให้จบแล้วล่ะก็..
พ้นจากนี้ไปทุกย่างวิ่งคือความเจ็บปวด..
[ 2 ]
จะมีใครเล่า— นอกจากผมเองที่เป็นตัวตั้งตัวตี (และ/หรือตัวดี) ส่งเทียบเชิญไปชักชวนน้องเปิ้ล, รัตนิรันด์ และคุณประกายมาเข้าร่วมวิ่งมินิมาราธอนที่จันท์นี่ แล้วก็ดันได้รับความสนใจส่งสาส์นตอบรับในกิจกรรมนี้อย่างฉับพลันเหนือความคาดหมาย ไอ้เรา— ด้วยที่อยู่กับบ้านอยู่แล้ว อีกทั้งมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มเวลา จึงแอบปรามาสสามสาวออฟฟิศในใจอย่างอดไม่ได้ว่า “จะไหวเร้ออ กับการวิ่งมาราธอนครั้งแรกเนี่ยย”
[ 3 ]
เช้านี้ไร้เงาของพระอาทิตย์ (ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับชื่อจังหวัด) ท้องฟ้าเป็นสีสุขุม อากาศฉ่ำชื่น เพราะเมื่อคืนฝนตกยาวตลอดทั้งคืน เพิ่งจะมาหยุดเอาก็ช่วงออกวิ่งนี่เอง แต่ใช่ว่าจะหยุดสนิทนัก ฝนเม็ดเล็กๆ ยังโปรยปรายพรมเบาๆ ในตลอดเส้นทาง ผมนึกเห็นใจพวกเธออยู่บ้างในฐานะคนริเริ่มชักชวน คงลำบากกันน่าดู ไหนจะเป็นการวิ่งมาราธอนครั้งแรก แล้วยังจะต้องมาวิ่งตากฝนอีก เอาน่า.. ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
เท่าที่ประเมินด้วยตาเปล่า ผู้เข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้นั้นถือว่ามีจำนวนกำลังพอดีไม่มากไม่น้อย คงจะหลายร้อยแต่ไม่น่าถึงพัน เราออกวิ่งพร้อมๆ กันหลังสัญญาณปล่อยตัว นัดแนะกันอย่างดิบดีว่าให้ต่างคนต่างวิ่งตามจังหวะของตัวเอง ตามที่ซ้อมกันมา แล้วไปเจอกันอีกทีที่เส้นชัย จะได้ไม่ต้องพะวงกันและกัน ทุกคนพยักหน้ารับทราบและตกลงตามนั้น
[ 4 ]
วิ่งมาได้สองกิโลฯ น้องเปิ้ลก็หายไป!
ผม, รัตนิรันด์ และคุณประกายหยุดชะเง้อคอมองหา กลัวคุณน้องเธอเป็นอะไรไป จึงเห็นว่าเธอวิ่งรั้งท้ายอยู่ลิบๆ คู่กับผู้เข้าแข่งขันประเภทแฟนซีอีกท่านหนึ่ง คุณป้าท่านนั้นแต่งเป็นนักรบหญิงสมัยโบราณได้น่ารักน่าชังไม่เบาเลย ที่สำคัญเราเห็นว่ามีรถร่วมกตัญญูเปิดไฟวิบวับวิ่งปิดท้ายขบวนอยู่ด้วย จึงอุ่นใจว่าเธอคงไม่เป็นไร ถูกแล้วที่เธอวิ่งเนิบๆ ตามจังหวะของเธออย่างนั้น วิ่งแบบนั้นไปเรื่อยๆ มันไม่เมื่อยและไม่เหนื่อย แถมยังป้องกันอาการเจ็บเข่าได้ระดับหนึ่งอีกด้วย
GOOD JOB!
[ 5 ]
ผมจบเห่! อย่างที่จั่วหัวไว้นั่นแหละ
ปรากฏว่าแค่กม. ที่สาม ผมก็หามตัวเองออก เจ็บที่ตรงเส้นเอ็นร้อยหวาย จำต้องหยุดนั่งพักและพันผ้าใหม่ ย้ายจากที่พันปกป้องเข่าซ้ายมาไว้ที่ข้อเท้าขวา เผื่อว่าจะช่วยบรรเทาให้อาการบาดเจ็บนั้นทุเลา โบกมือให้รัตนิรันด์และคุณประกายล่วงหน้าไปก่อนได้เลยด้วยความริษยา สองคนนี่ซ้อมมาน้อยแต่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ที่ว่า ‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ นั้นไม่ผิดเลย อดสูตัวเองจริงๆ ที่ต้องมาแก้ไขอาการบาดเจ็บที่ช่วยไม่ได้ สารภาพว่าใจจริงลึกๆ แล้วครั้งนี้อยากทำเวลาให้ดีกว่าครั้งก่อนๆ แต่คงช่วยไม่ได้จริงๆ คุณน่าจะรู้— ผมตั้งใจกับการวิ่งครั้งนี้มาก ฝึกซ้อมอย่างมีวินัย และอย่างสม่ำเสมอตลอดเดือน จนร้อยหวายที่เคยเจ็บมาออกอาการ
โธ่...แค่จะวิ่งโชว์เป็นตัวอย่างในฐานะเจ้าบ้านผู้เจนสนามยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
อยากจะร้องไห้จริงๆ ..…แต่โอ๊ะ! นั่นน้องเปิ้ล!
“ไหวมั๊ยพี่?”
คุณน้องเปิ้ลไม่ได้วิ่งแซงไปมือเปล่า เธอยังอุตส่าห์ขว้างมีดสั้นมาปักเข้าให้กลางหัวใจของผมอีกด้วย นอกจากความเจ็บกายตรงร้อยหวายแล้วยังต้องมาเจ็บใจ อายเข้าไปถึงภายภาคหน้าอีก
“ไหวสิ ไปก่อนเลย” ผมแค่นคำตอบให้ไป
เร่งมือจัดการตัวเองให้พร้อมรับกับทัณฑ์ทรมานที่รออยู่ข้างหน้า
[ 6 ]
ผมกลับมาวิ่งได้อีกครั้งด้วยความบอบช้ำร้าวรานทั้งกายใจ แต่ก็กระย่องกระแย่งเต็มที สักพักก็วิ่งมาเทียบ และขออนุญาตแซงน้องเปิ้ลกับคู่วิ่งนักรบโบราณของเธอไปในกม. ที่สี่เศษๆ ถึงตรงนี้มองไปอีกฝั่งของถนนเริ่มเห็นผู้เข้าแข่งวิ่งสวนทางกลับมาบ้างแล้ว ทั้งประเภทฮาล์ฟและมินิ นั่นบ่งบอกให้รู้ว่าเราใช้เวลากับครึ่งทางนานเกินไปเสียแล้วสิ
แต่ไม่เป็นไร กายอาจไม่ไหว แต่ใจยังสู้
ในความเจ็บปวดเบื้องล่าง ผมเงยหน้ามองไปรอบๆ เส้นทางวิ่งเพื่อผ่อนคลาย สองข้างทางมีแนวสีเขียวของสนสวย แลเห็นหย่อมสวนยางบ้างประปราย เราวิ่งผ่านบ้านเรือนและอาคารสนง.ต่างๆ ข้างทาง วิ่งข้ามสะพานข้ามคลอง มีเสียงนกร้องขับขานอยู่เบื้องบน โดยส่วนตัวผมเองไม่ชอบวิ่งในกทม. นักเพราะไม่ค่อยสบายสายตาเวลาทอด การวิ่งในตจว. คือของโปรดของผม ฝนยังคงพร่ำพรำเกือบตลอดเส้นทางที่วิ่งกัน ในทุกๆ กิโลฯ ที่เราวิ่งได้จะมีป้ายบอกว่าวิ่งมากันได้ระยะเท่าไหร่แล้ว แต่เพราะเป็นเมืองจันท์ ทางผู้จัดจึงแอบนึกสนุกใส่คำว่า ‘ฮิ’ เล็กๆ ลงเป็นคำสร้อยท้ายตัวเลขในป้ายด้วย ก็จะเห็นเป็น 1 ฮิ, 2 ฮิ, 3 ฮิ แบบนี้ ซึ่งผมว่าน่ารักดี และนึกสนุกตาม
[ 7 ฮิ ]
เจ็บชิบฯ
ในสภาพลิ้นห้อย ผมกัดฟันวิ่งต่อไป (คุณพอนึกภาพออกมั้ย?)
[ 8 ฮิ ]
เราผ่านจุดกลับตัวกันมาครบหมดแล้ว ไล่จากรัตนิรันด์, คุณประกาย................(และอีกหลายต่อหลายคนก่อนจะถึง)..... ผม......และน้องเปิ้ล เราสังเกตเอาจากไฟกระพริบที่เห็นอยู่ลิบๆ ของรถร่วมฯ ผมไล่มาจนทันกลุ่มพวกเธอจนได้ ซึ่ง ณ จุดนี้มีน้องนักศึกษาชายนายหนึ่งมาร่วมวิ่งเป็นเพื่อนด้วย คงเป็นมิตรภาพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางของรัตนิรันด์เขา ผมเดาเอา เพราะเธอเข้ากับคนได้เก่งร้ายกาจ อ้อ...และที่ไล่มาจนทันก็เพราะพวกเธอนั้นผ่อนพักและรอคอยผมอยู่ที่จุดแจกน้ำ แน่นอนว่าพวกเธอไม่ได้รีบเร่งอะไร และไม่ค่อยจะเหนื่อยกันนัก แตกต่างจากผมที่ดูง่อยเปลี้ยมาก คุณประกายยื่นน้ำส่งให้ผม...
แต่เดี๋ยวก่อน! ถึงตรงนี้มันเหมือนมีอะไรผิดที่ผิดทางสักอย่างนะ
เพราะที่จริงมันควรจะเป็นผมต่างหากที่เป็นฝ่ายส่งน้ำให้พวกเธอ.. เฮ้อ...
แล้วเราก็ไม่ได้ตกลงกันไว้แบบนี้แต่แรกสักอย่างเลยนี่นา
“ช่างเถอะ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาถือ”
ผมแกล้งหลอกบอกตัวเองแรงๆ อย่างข้างๆ คูๆ จากนั้นเราก็วิ่งเกาะกลุ่มกันไปกับระยะที่เหลือ ที่จริงก็เดินบ้าง วิ่งบ้าง แต่ไม่เคยเว้นว่างในเสียงหัวเราะ
[ 8.7 ฮิ ]
เจ็บชิบฯ
ในสภาพลิ้นห้อย ผมกัดฟันวิ่งต่อไป (คุณนึกภาพออกรึยัง?)
อีกฮิเดียว...
[ 9 ]
หลังผ่านโค้งสุดท้าย เราก็มาอยู่ในทางตรงระยะราวสี่ร้อยเมตรก่อนถึงเส้นชัย เป็นระยะสุดท้ายที่เราจะได้ใช้สมาธิพิจารณากับเส้นทางข้างหน้า และทบทวนกับหนทางที่ผ่านๆ มา จากเริ่มที่โหดร้าย เส้นทางของผมค่อยๆ กลับมาสวยงามเป็นปกติสุขอีกครั้ง และผมก็พบว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่ผมไม่ได้วิ่งแต่เพียงผู้เดียว
เรียนทุกท่านที่เคารพ
ครั้งนี้ผมมีรัตนิรันด์และผู้ชายของเธอ (มิตรภาพใหม่ของเธอนั่นแหละ) เป็นคู่ที่วิ่งอยู่ข้างหน้า และคอยเหลียวมองกลับมาตลอดเวลาด้วยความห่วงใย
ให้ตายเถอะโรบินฮู้ด ....เธอฟิตจริงๆ!
ที่สำคัญยังมีคุณประกายที่คอยวิ่งเคียงข้างๆ คอยเป็นกำลังใจ ช่วยแบ่งรับเอาความเจ็บปวดที่มีให้เบาบางจางลงได้อย่างวิเศษ จากหวายเป็นร้อยก็เหลือไม่ถึงสิบ เธอบรรจงดึงมีดสั้นเล่มนั้นออกให้ด้วยรอยยิ้มพิมใจ ในเวลาเดียวกันกับที่บรรยากาศเช้านี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีสนุกสว่างไสวหลังการลับลาไปของเมฆฝน
ผลคือ จันท์แจ่มฟ้าแจ้งแจงแวง
การมีกันและกันในปัจจุบันนั้นสำคัญและมีความหมายมากกว่ามาก
สิ่งมหัศจรรย์สามารถเกิดขึ้นได้จริงถ้าเราเชื่อใจในกันและกัน
แล้วไม่ใช่หรือที่เราควรวิ่งเข้าเส้นชัยไปพร้อมๆ กัน (ณิการ์)
ท่านที่เคารพ... และ—
เรายังมีน้องเปิ้ลกับคุณป้านักรบอยู่ข้างหลังอีกไม่ห่างไม่ไกล
โน่นไง...ไฟวิบวับส่องแสงพ้นโค้งมาแล้ว
[ 10.5 กม.]
ไม่เลย.. ผมไม่เคยรู้มาก่อน
ว่ามีความอบอุ่นขนาดย่อมๆ ห้อมล้อมอยู่จริงที่ระยะนี้
4........
3.....
2..
[ 1 ]
จบเห่! ผมทุลักทุเลตั้งแต่กม.ที่สาม!
ไม่ไหว.. ร้อยหวายตรงส้นเท้าข้างขวานั้นรวดร้าวเหลือแสน
และนั่นก็หมายความว่า.. หากยังดื้ออยากจะวิ่งต่อให้จบแล้วล่ะก็..
พ้นจากนี้ไปทุกย่างวิ่งคือความเจ็บปวด..
[ 2 ]
จะมีใครเล่า— นอกจากผมเองที่เป็นตัวตั้งตัวตี (และ/หรือตัวดี) ส่งเทียบเชิญไปชักชวนน้องเปิ้ล, รัตนิรันด์ และคุณประกายมาเข้าร่วมวิ่งมินิมาราธอนที่จันท์นี่ แล้วก็ดันได้รับความสนใจส่งสาส์นตอบรับในกิจกรรมนี้อย่างฉับพลันเหนือความคาดหมาย ไอ้เรา— ด้วยที่อยู่กับบ้านอยู่แล้ว อีกทั้งมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มเวลา จึงแอบปรามาสสามสาวออฟฟิศในใจอย่างอดไม่ได้ว่า “จะไหวเร้ออ กับการวิ่งมาราธอนครั้งแรกเนี่ยย”
[ 3 ]
เช้านี้ไร้เงาของพระอาทิตย์ (ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับชื่อจังหวัด) ท้องฟ้าเป็นสีสุขุม อากาศฉ่ำชื่น เพราะเมื่อคืนฝนตกยาวตลอดทั้งคืน เพิ่งจะมาหยุดเอาก็ช่วงออกวิ่งนี่เอง แต่ใช่ว่าจะหยุดสนิทนัก ฝนเม็ดเล็กๆ ยังโปรยปรายพรมเบาๆ ในตลอดเส้นทาง ผมนึกเห็นใจพวกเธออยู่บ้างในฐานะคนริเริ่มชักชวน คงลำบากกันน่าดู ไหนจะเป็นการวิ่งมาราธอนครั้งแรก แล้วยังจะต้องมาวิ่งตากฝนอีก เอาน่า.. ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
เท่าที่ประเมินด้วยตาเปล่า ผู้เข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้นั้นถือว่ามีจำนวนกำลังพอดีไม่มากไม่น้อย คงจะหลายร้อยแต่ไม่น่าถึงพัน เราออกวิ่งพร้อมๆ กันหลังสัญญาณปล่อยตัว นัดแนะกันอย่างดิบดีว่าให้ต่างคนต่างวิ่งตามจังหวะของตัวเอง ตามที่ซ้อมกันมา แล้วไปเจอกันอีกทีที่เส้นชัย จะได้ไม่ต้องพะวงกันและกัน ทุกคนพยักหน้ารับทราบและตกลงตามนั้น
[ 4 ]
วิ่งมาได้สองกิโลฯ น้องเปิ้ลก็หายไป!
ผม, รัตนิรันด์ และคุณประกายหยุดชะเง้อคอมองหา กลัวคุณน้องเธอเป็นอะไรไป จึงเห็นว่าเธอวิ่งรั้งท้ายอยู่ลิบๆ คู่กับผู้เข้าแข่งขันประเภทแฟนซีอีกท่านหนึ่ง คุณป้าท่านนั้นแต่งเป็นนักรบหญิงสมัยโบราณได้น่ารักน่าชังไม่เบาเลย ที่สำคัญเราเห็นว่ามีรถร่วมกตัญญูเปิดไฟวิบวับวิ่งปิดท้ายขบวนอยู่ด้วย จึงอุ่นใจว่าเธอคงไม่เป็นไร ถูกแล้วที่เธอวิ่งเนิบๆ ตามจังหวะของเธออย่างนั้น วิ่งแบบนั้นไปเรื่อยๆ มันไม่เมื่อยและไม่เหนื่อย แถมยังป้องกันอาการเจ็บเข่าได้ระดับหนึ่งอีกด้วย
GOOD JOB!
[ 5 ]
ผมจบเห่! อย่างที่จั่วหัวไว้นั่นแหละ
ปรากฏว่าแค่กม. ที่สาม ผมก็หามตัวเองออก เจ็บที่ตรงเส้นเอ็นร้อยหวาย จำต้องหยุดนั่งพักและพันผ้าใหม่ ย้ายจากที่พันปกป้องเข่าซ้ายมาไว้ที่ข้อเท้าขวา เผื่อว่าจะช่วยบรรเทาให้อาการบาดเจ็บนั้นทุเลา โบกมือให้รัตนิรันด์และคุณประกายล่วงหน้าไปก่อนได้เลยด้วยความริษยา สองคนนี่ซ้อมมาน้อยแต่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ที่ว่า ‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ นั้นไม่ผิดเลย อดสูตัวเองจริงๆ ที่ต้องมาแก้ไขอาการบาดเจ็บที่ช่วยไม่ได้ สารภาพว่าใจจริงลึกๆ แล้วครั้งนี้อยากทำเวลาให้ดีกว่าครั้งก่อนๆ แต่คงช่วยไม่ได้จริงๆ คุณน่าจะรู้— ผมตั้งใจกับการวิ่งครั้งนี้มาก ฝึกซ้อมอย่างมีวินัย และอย่างสม่ำเสมอตลอดเดือน จนร้อยหวายที่เคยเจ็บมาออกอาการ
โธ่...แค่จะวิ่งโชว์เป็นตัวอย่างในฐานะเจ้าบ้านผู้เจนสนามยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
อยากจะร้องไห้จริงๆ ..…แต่โอ๊ะ! นั่นน้องเปิ้ล!
“ไหวมั๊ยพี่?”
คุณน้องเปิ้ลไม่ได้วิ่งแซงไปมือเปล่า เธอยังอุตส่าห์ขว้างมีดสั้นมาปักเข้าให้กลางหัวใจของผมอีกด้วย นอกจากความเจ็บกายตรงร้อยหวายแล้วยังต้องมาเจ็บใจ อายเข้าไปถึงภายภาคหน้าอีก
“ไหวสิ ไปก่อนเลย” ผมแค่นคำตอบให้ไป
เร่งมือจัดการตัวเองให้พร้อมรับกับทัณฑ์ทรมานที่รออยู่ข้างหน้า
[ 6 ]
ผมกลับมาวิ่งได้อีกครั้งด้วยความบอบช้ำร้าวรานทั้งกายใจ แต่ก็กระย่องกระแย่งเต็มที สักพักก็วิ่งมาเทียบ และขออนุญาตแซงน้องเปิ้ลกับคู่วิ่งนักรบโบราณของเธอไปในกม. ที่สี่เศษๆ ถึงตรงนี้มองไปอีกฝั่งของถนนเริ่มเห็นผู้เข้าแข่งวิ่งสวนทางกลับมาบ้างแล้ว ทั้งประเภทฮาล์ฟและมินิ นั่นบ่งบอกให้รู้ว่าเราใช้เวลากับครึ่งทางนานเกินไปเสียแล้วสิ
แต่ไม่เป็นไร กายอาจไม่ไหว แต่ใจยังสู้
ในความเจ็บปวดเบื้องล่าง ผมเงยหน้ามองไปรอบๆ เส้นทางวิ่งเพื่อผ่อนคลาย สองข้างทางมีแนวสีเขียวของสนสวย แลเห็นหย่อมสวนยางบ้างประปราย เราวิ่งผ่านบ้านเรือนและอาคารสนง.ต่างๆ ข้างทาง วิ่งข้ามสะพานข้ามคลอง มีเสียงนกร้องขับขานอยู่เบื้องบน โดยส่วนตัวผมเองไม่ชอบวิ่งในกทม. นักเพราะไม่ค่อยสบายสายตาเวลาทอด การวิ่งในตจว. คือของโปรดของผม ฝนยังคงพร่ำพรำเกือบตลอดเส้นทางที่วิ่งกัน ในทุกๆ กิโลฯ ที่เราวิ่งได้จะมีป้ายบอกว่าวิ่งมากันได้ระยะเท่าไหร่แล้ว แต่เพราะเป็นเมืองจันท์ ทางผู้จัดจึงแอบนึกสนุกใส่คำว่า ‘ฮิ’ เล็กๆ ลงเป็นคำสร้อยท้ายตัวเลขในป้ายด้วย ก็จะเห็นเป็น 1 ฮิ, 2 ฮิ, 3 ฮิ แบบนี้ ซึ่งผมว่าน่ารักดี และนึกสนุกตาม
[ 7 ฮิ ]
เจ็บชิบฯ
ในสภาพลิ้นห้อย ผมกัดฟันวิ่งต่อไป (คุณพอนึกภาพออกมั้ย?)
[ 8 ฮิ ]
เราผ่านจุดกลับตัวกันมาครบหมดแล้ว ไล่จากรัตนิรันด์, คุณประกาย................(และอีกหลายต่อหลายคนก่อนจะถึง)..... ผม......และน้องเปิ้ล เราสังเกตเอาจากไฟกระพริบที่เห็นอยู่ลิบๆ ของรถร่วมฯ ผมไล่มาจนทันกลุ่มพวกเธอจนได้ ซึ่ง ณ จุดนี้มีน้องนักศึกษาชายนายหนึ่งมาร่วมวิ่งเป็นเพื่อนด้วย คงเป็นมิตรภาพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางของรัตนิรันด์เขา ผมเดาเอา เพราะเธอเข้ากับคนได้เก่งร้ายกาจ อ้อ...และที่ไล่มาจนทันก็เพราะพวกเธอนั้นผ่อนพักและรอคอยผมอยู่ที่จุดแจกน้ำ แน่นอนว่าพวกเธอไม่ได้รีบเร่งอะไร และไม่ค่อยจะเหนื่อยกันนัก แตกต่างจากผมที่ดูง่อยเปลี้ยมาก คุณประกายยื่นน้ำส่งให้ผม...
แต่เดี๋ยวก่อน! ถึงตรงนี้มันเหมือนมีอะไรผิดที่ผิดทางสักอย่างนะ
เพราะที่จริงมันควรจะเป็นผมต่างหากที่เป็นฝ่ายส่งน้ำให้พวกเธอ.. เฮ้อ...
แล้วเราก็ไม่ได้ตกลงกันไว้แบบนี้แต่แรกสักอย่างเลยนี่นา
“ช่างเถอะ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาถือ”
ผมแกล้งหลอกบอกตัวเองแรงๆ อย่างข้างๆ คูๆ จากนั้นเราก็วิ่งเกาะกลุ่มกันไปกับระยะที่เหลือ ที่จริงก็เดินบ้าง วิ่งบ้าง แต่ไม่เคยเว้นว่างในเสียงหัวเราะ
[ 8.7 ฮิ ]
เจ็บชิบฯ
ในสภาพลิ้นห้อย ผมกัดฟันวิ่งต่อไป (คุณนึกภาพออกรึยัง?)
อีกฮิเดียว...
[ 9 ]
หลังผ่านโค้งสุดท้าย เราก็มาอยู่ในทางตรงระยะราวสี่ร้อยเมตรก่อนถึงเส้นชัย เป็นระยะสุดท้ายที่เราจะได้ใช้สมาธิพิจารณากับเส้นทางข้างหน้า และทบทวนกับหนทางที่ผ่านๆ มา จากเริ่มที่โหดร้าย เส้นทางของผมค่อยๆ กลับมาสวยงามเป็นปกติสุขอีกครั้ง และผมก็พบว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่ผมไม่ได้วิ่งแต่เพียงผู้เดียว
เรียนทุกท่านที่เคารพ
ครั้งนี้ผมมีรัตนิรันด์และผู้ชายของเธอ (มิตรภาพใหม่ของเธอนั่นแหละ) เป็นคู่ที่วิ่งอยู่ข้างหน้า และคอยเหลียวมองกลับมาตลอดเวลาด้วยความห่วงใย
ให้ตายเถอะโรบินฮู้ด ....เธอฟิตจริงๆ!
ที่สำคัญยังมีคุณประกายที่คอยวิ่งเคียงข้างๆ คอยเป็นกำลังใจ ช่วยแบ่งรับเอาความเจ็บปวดที่มีให้เบาบางจางลงได้อย่างวิเศษ จากหวายเป็นร้อยก็เหลือไม่ถึงสิบ เธอบรรจงดึงมีดสั้นเล่มนั้นออกให้ด้วยรอยยิ้มพิมใจ ในเวลาเดียวกันกับที่บรรยากาศเช้านี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีสนุกสว่างไสวหลังการลับลาไปของเมฆฝน
ผลคือ จันท์แจ่มฟ้าแจ้งแจงแวง
การมีกันและกันในปัจจุบันนั้นสำคัญและมีความหมายมากกว่ามาก
สิ่งมหัศจรรย์สามารถเกิดขึ้นได้จริงถ้าเราเชื่อใจในกันและกัน
แล้วไม่ใช่หรือที่เราควรวิ่งเข้าเส้นชัยไปพร้อมๆ กัน (ณิการ์)
ท่านที่เคารพ... และ—
เรายังมีน้องเปิ้ลกับคุณป้านักรบอยู่ข้างหลังอีกไม่ห่างไม่ไกล
โน่นไง...ไฟวิบวับส่องแสงพ้นโค้งมาแล้ว
[ 10.5 กม.]
ไม่เลย.. ผมไม่เคยรู้มาก่อน
ว่ามีความอบอุ่นขนาดย่อมๆ ห้อมล้อมอยู่จริงที่ระยะนี้
7/06/2012
ผู้มาใหม่
คร่า่วๆ เกี่ยวกับน้องผู้มาใหม่เท่าที่รู้
- น้องเขาชื่อ 'นัท' แต่น้องเขาบอกเองว่าอยากให้เราเรียกเขาว่า 'นัทซึ'
- น้องเขาเรียนมาทางด้านการโรงแรม โปรแกรมอินเตอร์ฯ
- น้องเขาสนใจและชื่นชอบในการถ่ายภาพเป็นพิเศษ
- น้องเขาอายุ 22, เิ่พิ่งจบสดๆ ร้อนๆ
- น้องเขาเล่าว่าเคยฝึกงานที่โรงแรมบันยันทรี ในส่วนของร้านอาหาร
(แต่นั่นมันก็ไม่น่าสนใจเท่ากับที่)
- น้องเขาบอกว่าเขามีงานอดิเรกคือ 'ตามไอดอล'
- .....????...
- น้องเขาเห็นเรางงงง จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า..
- น้องเขาเป็นแฟนคลับของ AKB48 ( วงนี้ --> http://www.akb48.co.jp/ )
- น้องเขาตามวงนี้มากว่า 2 ปีแล้ว
- ชอบมว้ากก!
- น้องเขาบอกว่าถ้าสมมติว่าไฟไหม้บ้านนะ หนึ่งในของที่จะหยิบติดมือแล้ววิ่ง
หนีออกมาก็คืออัลบั้มรูปภาพอันเป็นที่รักและหวงแหนยิ่งของสาวๆ วงที่ว่า
- คือแบบว่าชอบมว้ากก!!!
- น้องเขามีความใฝ่ฝันอยากไปดูคอนเสิร์ตของวงนี้ที่ญี่ปุ่นสักครั้ง
- (ที่จริงตอนเล่า น้องเขาใช้คำว่า 'คอน' เฉยๆ แต่เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นคำว่า
'คอนเสิร์ต' ได้ไม่ยาก ศัพท์วัยรุ่นก็ประมาณนี้แหละ)
- น้องเขาดูมีความสุขนะ เวลาเล่าถึงวงที่รัก ถึงคนที่ปลื้ม
- น้องเขาดูโชติช่วงชัชวาลมาก ..จริงๆ นะ!
- น้องเขาชอบใส่เสื้อแขนยาวคอเต่าสีดำกับกางเกงยีนส์บ่อยๆ แต่เราไม่ได้
ถามอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแต่งตัวนัก ของแบบนี้มันแล้วแต่สไตลรุ
- น้องเขาน่าจะดีใจในการงานที่ได้รับนะ เพราะเป็นงานแรกกับวัยทำงาน
นี่ก็เพิ่งจะลงทุนทุ่มไปกับอุปกรณ์เหยียบแสนในงานนี้
- น้องเขาใช้แคนนอนเหมือนเรา แต่ของเราเป็นรุ่นแก่กว่า
- (ย้ำอีกทีนะ ว่า) น้องเขาชื่อ 'นัทซึ' เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ AKB48 และ--
- น้องเขาชอบบอกว่าเขา 'อะเคร' เวลาที่มีใครหยิบยื่นความเป็นห่วงเป็นใยให้
ซึ่งผมคิดว่าน่าจะหมายถึงคำว่า 'โอเค'
ที่แปลเป็นไทยได้ว่าตกลง
Subscribe to:
Posts (Atom)











