7/23/2013
Sunday
เท่าที่เห็น เด็กอ้วนคนนั้นมากับ (ผู้ที่คาดว่าน่าจะเป็น) พ่อ ของเขาที่ร้านแห่งนี้เป็นประจำทุกอาทิตย์ พอมาถึง ผู้พ่อก็จะรับเอาเมนูจากบริกรไปเหมือนทุกครั้ง ปราดตาดูลวกๆ รอบเดียวแล้วสั่งแบบเดิม ส่วนเด็กอ้วนนั่นไม่ดูเมนูแล้ว เขาเลิกดูเมนูมาได้สักพักแล้ว พอถึงตา เขาจะสั่งอย่างฉะฉานเหมือนเก่าว่า “พิซซ่า”
หลังบริกรรับออเดอร์เสร็จ ทวนรายชื่ออาหาร (ซึ่งแน่นอนว่าไม่จำเป็น) และผละออกจากโต๊ะไป คนคู่นี้ก็ควักแอปเปิ้ลที่พกติดตัวขึ้นมาขบเคี้ยวอย่างเมามันในทันที ของผู้พ่อนั้นเป็นลูกเล็ก ส่วนของเด็กอ้วนนั้นเป็นลูกใหญ่กว่าเมื่อเทียบขนาดกัน ทั้งสองไม่พูดคุยกันเหมือนเคย เป็นช่วงเวลาอันไร้ซึ่งบทสนทนาที่สมบูรณ์แบบ ต่างง่วนอยู่กับลูกไม้สีสันสดสวยในมือ
ก้มหน้าก้มตากัดกินสิ่งที่ว่าเพื่อรอเวลาจัดการกับอาหารจานเดิมๆ ที่สั่งไป
7/06/2013
สุโขทัยในวัยสามสิบ
หนึ่งในความฝันเล็กๆ ของเขาก็คือการได้มาปั่นจักรยานเล่นที่อุทยานฯ สุโขทัย
ดูเอาเถิด ความฝันแสนเรียบง่ายที่ดูจะเป็นจริงได้ในเร็ววันเสียจริงๆ ใช่ไหมเล่า
เพียงแค่รางาน ลงมือวงวันหยุดวันว่างในปฏิทิน ซื้อตั๋ว แล้วก็เดินทาง
แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องรอให้อายุอานามปาเข้าไปสามสิบกว่าเสียก่อนโน่น
มัวไปทำอะไรอยู่เหรอตัวเอง?
“จะไปยากอะไร เอ็งก็แค่สร้างเงื่อนไขในการเดินทางให้ตัวเอง”
คำของพี่ชายท่านหนึ่งยังคงเวียนวนอยู่ไม่พ้นความทรงจำ
รายการวิ่งฯ ที่สุโขทัยจึงถูกเขาให้ความสำคัญอย่างถึงที่สุด
นับตั้งแต่โมงยามแห่งการรอคอย สมัคร ยืนยันตั๋ว แสดงตัว เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วขึ้นรถ
ซึ่งพอเอาเข้าจริงแม้ไม่ได้วิ่งก็ดูว่าจะไม่สลักสำคัญอะไรแล้วกระมัง
เพราะท้ายที่สุด— ในความเป็นจริง เราเองนั้นตาเป็นประกาย มือไม้สั่น และกำลังดีดดิ้นจะเป็นจะตายอยู่บนรถคอกหมูกับรุ่งอรุณกลางตลาดสุโขทัย
มันไม่ใช่วิสัยของคนวัยสามสิบเลยนะตัวเอง
6/07/2013
5/17/2013
อยู่ชั่วคราว ฮานอย
คงเพราะเป็นบ่ายวันธรรมดา ที่สถานีรถไฟจึงไม่วุ่นวายเท่าไหร่ เช็กอินเข้าที่พัก เก็บกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยเราก็เดินไปหาซื้อตั๋วไปหล่าวไคเที่ยวสามทุ่มสิบนาทีสำหรับสองที่ คืนแรกคืนนี้เราจะนอนบนรถไฟกัน ราคาที่ได้ถูกกว่าจองผ่านนายหน้าจริง ๆ อย่างที่ผมคาด
ได้ตั๋วแล้วเราก็เดินต่อไปหาบุ๋นฉ่าที่ผมเพรียกหาด้วยความหวัง ผมจดแผนที่ร้านไว้ในสมุดบันทึก เราเดินกันไกลพอดู หลุดเข้าไปในย่านเก่า ผ่านร้านขายของสารพัด ผ่านสระขนาดย่อมกลางเมืองแห่งหนึ่ง ผ่านร้านกาแฟหอมฉุยสองสามร้าน คุยกันว่าขากลับค่อยแวะกินกาแฟเวียตกันสักหน่อย เรามีเวลาที่จะอ้อยอิ่งกันอย่างเหลือเฟือกับฮานอย แต่จนถึงตอนนี้ฝนที่ตกก็ยังคงโปรยปรายอยู่ตลอดเวลา รองเท้าของเราก็ยิ่งฉ่ำขึ้นเรื่อย ๆ เพราะย่ำน้ำไม่หยุด กายบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้หนทางข้างหน้าของเราท่าจะย่ำแย่ เพราะในการเดินทางไกลนั้น สองเท้าของเราต้องพร้อม และต้องรู้สึกมั่นใจในทุกย่างก้าวเสียก่อน
ร้านที่ตั้งใจจะไปเราหากันไม่เจอ แต่ใกล้ ๆ นั้นมีร้านบุ๋นฉ่าเหมือนกัน เห็นคุณป้าและเจ๊ลูกมือกำลังตั้งท่าจะเก็บร้านพอดี เราเลยร้อง “ซินจ่าว” ทักทายไป จากนั้นนั่งลงและทำมือขอลอง จะได้ไม่เสียเที่ยวที่เดินหากัน
อย่างที่สังหรณ์ไว้ลึก ๆ เลย พอคาดหวังกับการกลับมาของรสชาติในอดีตไว้เยอะก็ต้องผิดหวังพังทลาย บุ๋นฉ่าของเรารสชาติเลวร้ายสุด ๆ นอกจากหมูจะไม่ร้อนแล้วเส้นยังเย็นเจี๊ยบ! แถมยังรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นหมูหวานที่หลงเข้ามาให้ป้าเจ้าของร้านแกเชือดอย่างไรไม่รู้ ฝนที่ตกลงมามีผลไม่น้อยเลย จะโทษฝนโทษฟ้าหรือตำหนิความคาดหวังของตัวเองดีเนี่ย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายเราก็ต้องฝืนกินกันอย่างพะอืดพะอมด้วยความหิวเพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย นี่ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามโมงแล้ว ยังดีที่หลังจากนั้นได้กาแฟเวียตในขากลับแก้ตัว ฉุดเราให้ขึ้นมาจากขุมนรกอันเปียกชื้นและเย็นเยียบนั่นได้
กลับมาที่พักอีกทีช่วงเย็น กายไม่ลืมที่จะยืมดรายเป่าผม เธอไม่ได้ตั้งใจจะเป่าผมหรอก แต่เรายังมีถุงเท้ารองเท้าอีกอย่างละสองคู่รออยู่ด้วย วิเศษ! ความพิเศษของนวัตกรรม เราผลัดกันเป่ารองเท้าถุงเท้ากันอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นเวลานานทีเดียว พรุ่งนี้เราจะเข้าจีนแล้ว เราต้องการให้สองเท้าของเรามั่นใจไม่อับชื้น
เป่าจนแห้งดีแล้วเราก็ออกไปหา ‘เฝอ’ กินกันสำหรับมื้อเย็น เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงเวียตนาม ด้านนอกฝนหยุดตกแล้ว ร้านที่เราไปกินกันก็หาเอาง่าย ๆ ใกล้ ๆ ที่พักนั่นเอง “เดินทะลุตลาดเล็กๆ นี่ไปก็ถึง” พนักงานต้อนรับที่เกสเฮ้าส์บอกทางให้กับเรา อร่อยใช้ได้เลย เฝอร้อน ๆ หลังฝนตกหมาด ๆ นี่อร่อยเหาะไปเลย
เราเช็กเอาท์ แวะนั่งดื่ม ‘เบียร์ฮอย’ นับถอยหลังกัน โดยใช้อัตราความเร็วหนึ่งแก้วต่อห้านาทีคอยรถไฟออกที่ใกล้ ๆ สถานี นั่งดื่มมองดูท้องถนนของฮานอยยามค่ำคืน เด็กเสิร์ฟที่ร้านเมียงมองมาทางผมแล้วกระซิบกระซาบกับเพื่อนสาวที่เป็นผู้ชายของ ‘เธอ’ ซึ่งก็เป็นผู้ชายกันใหญ่ ใช่แล้ว— พวกเธอเป็นผู้ชาย กายแซวผมว่าคงถูกสเป็กกระเทยที่นี่ แต่ผมไม่ได้คิดอะไร ผมว่าพวกเธอน่ารักและเป็นมิตรดี คงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมานั่งร้านนี้เท่าไหร่ ผมเลยเล่นหูเล่นตากับพวกเธอไปขำ ๆ แล้วสั่งถั่วต้มมาเคี้ยวแกล้มเบียร์
ห้าแก้วผ่านไปก็ได้เวลาขึ้นรถ กระดกเบียร์แก้วสุดท้ายเสร็จเรายกเป้ขึ้นหลังแล้วเดินไปยังสถานีฯ โดยต้องเร่งฝีเท้าในการเดินกันเล็กน้อยเพราะเราติดลมกันนิดหน่อยที่ร้าน
พรุ่งนี้เราจะเข้าจีนกันแต่เช้า
ได้ตั๋วแล้วเราก็เดินต่อไปหาบุ๋นฉ่าที่ผมเพรียกหาด้วยความหวัง ผมจดแผนที่ร้านไว้ในสมุดบันทึก เราเดินกันไกลพอดู หลุดเข้าไปในย่านเก่า ผ่านร้านขายของสารพัด ผ่านสระขนาดย่อมกลางเมืองแห่งหนึ่ง ผ่านร้านกาแฟหอมฉุยสองสามร้าน คุยกันว่าขากลับค่อยแวะกินกาแฟเวียตกันสักหน่อย เรามีเวลาที่จะอ้อยอิ่งกันอย่างเหลือเฟือกับฮานอย แต่จนถึงตอนนี้ฝนที่ตกก็ยังคงโปรยปรายอยู่ตลอดเวลา รองเท้าของเราก็ยิ่งฉ่ำขึ้นเรื่อย ๆ เพราะย่ำน้ำไม่หยุด กายบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้หนทางข้างหน้าของเราท่าจะย่ำแย่ เพราะในการเดินทางไกลนั้น สองเท้าของเราต้องพร้อม และต้องรู้สึกมั่นใจในทุกย่างก้าวเสียก่อน
ร้านที่ตั้งใจจะไปเราหากันไม่เจอ แต่ใกล้ ๆ นั้นมีร้านบุ๋นฉ่าเหมือนกัน เห็นคุณป้าและเจ๊ลูกมือกำลังตั้งท่าจะเก็บร้านพอดี เราเลยร้อง “ซินจ่าว” ทักทายไป จากนั้นนั่งลงและทำมือขอลอง จะได้ไม่เสียเที่ยวที่เดินหากัน
อย่างที่สังหรณ์ไว้ลึก ๆ เลย พอคาดหวังกับการกลับมาของรสชาติในอดีตไว้เยอะก็ต้องผิดหวังพังทลาย บุ๋นฉ่าของเรารสชาติเลวร้ายสุด ๆ นอกจากหมูจะไม่ร้อนแล้วเส้นยังเย็นเจี๊ยบ! แถมยังรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นหมูหวานที่หลงเข้ามาให้ป้าเจ้าของร้านแกเชือดอย่างไรไม่รู้ ฝนที่ตกลงมามีผลไม่น้อยเลย จะโทษฝนโทษฟ้าหรือตำหนิความคาดหวังของตัวเองดีเนี่ย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายเราก็ต้องฝืนกินกันอย่างพะอืดพะอมด้วยความหิวเพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย นี่ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามโมงแล้ว ยังดีที่หลังจากนั้นได้กาแฟเวียตในขากลับแก้ตัว ฉุดเราให้ขึ้นมาจากขุมนรกอันเปียกชื้นและเย็นเยียบนั่นได้
กลับมาที่พักอีกทีช่วงเย็น กายไม่ลืมที่จะยืมดรายเป่าผม เธอไม่ได้ตั้งใจจะเป่าผมหรอก แต่เรายังมีถุงเท้ารองเท้าอีกอย่างละสองคู่รออยู่ด้วย วิเศษ! ความพิเศษของนวัตกรรม เราผลัดกันเป่ารองเท้าถุงเท้ากันอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นเวลานานทีเดียว พรุ่งนี้เราจะเข้าจีนแล้ว เราต้องการให้สองเท้าของเรามั่นใจไม่อับชื้น
เป่าจนแห้งดีแล้วเราก็ออกไปหา ‘เฝอ’ กินกันสำหรับมื้อเย็น เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงเวียตนาม ด้านนอกฝนหยุดตกแล้ว ร้านที่เราไปกินกันก็หาเอาง่าย ๆ ใกล้ ๆ ที่พักนั่นเอง “เดินทะลุตลาดเล็กๆ นี่ไปก็ถึง” พนักงานต้อนรับที่เกสเฮ้าส์บอกทางให้กับเรา อร่อยใช้ได้เลย เฝอร้อน ๆ หลังฝนตกหมาด ๆ นี่อร่อยเหาะไปเลย
เราเช็กเอาท์ แวะนั่งดื่ม ‘เบียร์ฮอย’ นับถอยหลังกัน โดยใช้อัตราความเร็วหนึ่งแก้วต่อห้านาทีคอยรถไฟออกที่ใกล้ ๆ สถานี นั่งดื่มมองดูท้องถนนของฮานอยยามค่ำคืน เด็กเสิร์ฟที่ร้านเมียงมองมาทางผมแล้วกระซิบกระซาบกับเพื่อนสาวที่เป็นผู้ชายของ ‘เธอ’ ซึ่งก็เป็นผู้ชายกันใหญ่ ใช่แล้ว— พวกเธอเป็นผู้ชาย กายแซวผมว่าคงถูกสเป็กกระเทยที่นี่ แต่ผมไม่ได้คิดอะไร ผมว่าพวกเธอน่ารักและเป็นมิตรดี คงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมานั่งร้านนี้เท่าไหร่ ผมเลยเล่นหูเล่นตากับพวกเธอไปขำ ๆ แล้วสั่งถั่วต้มมาเคี้ยวแกล้มเบียร์
ห้าแก้วผ่านไปก็ได้เวลาขึ้นรถ กระดกเบียร์แก้วสุดท้ายเสร็จเรายกเป้ขึ้นหลังแล้วเดินไปยังสถานีฯ โดยต้องเร่งฝีเท้าในการเดินกันเล็กน้อยเพราะเราติดลมกันนิดหน่อยที่ร้าน
พรุ่งนี้เราจะเข้าจีนกันแต่เช้า
..........
4/22/2013
เรื่องของเก๊าต์กับตัวเอง
คุณหมอก็ยืนยันแบบนั้นมาแล้วเธอยังจะมาอะไรอีก
พี่ก็รู้นะ ไอ้เรื่องที่เขาเถียงกับเธอคอเป็นเอ็นว่าเขาลื่นแล้วเจ็บที่ร้อยหวายถึงได้มารักษากับทาง รพ.น่ะ แต่มันติดอยู่นิดหนึ่งตรงที่เขายืนยันจะใช้สิทธิ์ประกันอุบัติเหตุให้ได้นี่สิ มันจะได้ไปได้ยังไงกัน ก็ทาง ผอ.เพิ่งจะกำชับนโยบายของเรามาหยกๆ เมื่อวาน เธอเองก็อยู่ในห้องประชุมไม่ใช่เหรอ คุณหมอแกก็ต้องวินิจฉัยไปแบบนั้นแหละ ถูกต้องแล้ว ยิ่งช่วงนี้พวกขาจรชอบมามั่วนิ่มแอบอ้างใช้สิทธิ์นี้อยู่บ่อยๆ ไอ้เขาก็ไม่รู้จะดื้อด้านร้องขอตรวจอีกครั้งกับหมอคนใหม่ไปทำไม มากเรื่องไม่เข้าท่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเสียหน่อย ก็แค่เก๊าต์
เธอเองก็เหมือนกัน (หันไปทางพยาบาลอีกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น จากนั้นหันกลับมาที่พยาบาลนางเดิม แล้วพูดต่อว่า-) อย่าถามเซ้าซี้พี่เลย
เอาเป็นว่าตอนจ่ายยาเธอก็เตือนเรื่องสัตว์ปีกกับหน่อไม้ไปด้วยแล้วกัน
อืม
ก็สรุปที่เขาเป็นเก๊าต์นั่นแหละ
_________________________________________
หมายเหตุ: รูปประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา พอดีวันก่อนไปวิ่งมา
4/05/2013
3/18/2013
กะสันเขื่อน
สามกิโลฯ แรกนั้นลากเลือดทีเดียวเพราะเป็นทางชันขึ้นสันเขื่อน
ครั้งนี้ผมซ้อมมาไม่พอ จึงสาหัสสากรรจ์เอาเรื่อง แต่พูดก็พูด ถึงแม้ว่าจะซ้อมมาพอก็เถอะ ไอ้ช่วงที่วิ่งขึ้นเขานี่เท่าที่เห็นนักวิ่งหลายท่านก็หน้าตาบอกบุญไม่รับเหมือนกัน
ก็มันชัน
แต่พอเลี้ยวพ้นโค้งสุดท้ายเข้าสู่ช่วงสันเขื่อนซึ่งเป็นทางตรงยาวแล้วทุกอย่างก็ปรกติ จุดกลับตัวอยู่ตรงสุดสันฯ ระยะทางไปกลับราวห้ากิโลฯ ได้ ผมวิ่งบดไปบนสันเขื่อนคอนกรีตอัดบดที่ยาวที่สุดในโลก ทัศนียภาพไม่เลว ลมโกรกเย็นสบาย เห็นวิวเขาชะโงกไกลๆ เป็นการวิ่งระฟ้าสูงเกือบๆ ร้อยเมตรครั้งแรก จึงมีความรู้สึกแปลกๆ เวลาชะเง้อลงไปด้านล่างอยู่เหมือนกัน คือมันหวิวๆ
รวมระยะที่วิ่งๆ มาก็เจ็ดสิบกิโลฯ แล้ว อีกสามรายการก็จะครบที่ตั้งใจไว้ แต่เวลายังไม่ดีขึ้น ครั้งนี้เข้าเส้นชัยในเวลาเท่าครั้งก่อนเลย คือหนึ่งชั่วโมงสิบสามนาที ไปเสียเวลาช่วงขึ้นเขาเสียเยอะ คราวหน้าต้องไม่ให้เกินชั่วโมง แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะครั้งนี้ผมซ้อมมาไม่พอ
แต่บ่องตง แม่มชัน
ถึงแม้ว่าจะซ้อมกันมาพอก็เถอะ
Subscribe to:
Posts (Atom)






















