8/26/2008

ถ่ายสิคะ


ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า “写真” หมายถึงรูปหรือภาพถ่าย อ่านออกเสียงได้ว่า “ชาชิน” ซึ่งเป็นคำที่ผมได้ยินบ่อยมากถึงบ่อยได้อีกในรอบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มประกอบอาชีพช่างภาพให้กับนิตยสารญี่ปุ่น

โดยหากจะให้นิยามกับตัวเองแล้ว ก็ต้องขอเรียนว่าไอ้กระผมนั้นเป็นช่างภาพที่ออกจะผิดแผกแปลกต่างไปจากแบบที่ควรจะเป็นของช่างภาพทั่วไป จะเรียกให้รื่นหูหน่อยก็ต้องเรียกว่า “ช่างภาพแนวฯ” (ชื่อเต็มๆ คือ “ช่างภาพแนวห่าเหวอะไรของมันฟะ!” ) หรือถ้าจะเรียกแบบห่ามๆ ดิบๆ คือเป็นช่างภาพที่ถ่ายรูปได้ส้นตึกมาก! ถ้าเปรียบเทียบกับช่างภาพมืออาชีพ ด้วยความเคารพ- ผมหมายถึงบรรรดา “โปรฯ” (Professional) ทั้งหลาย

เวลาที่ใครก็ตาม (ริ) เรียกผมว่า “ช่างภาพมืออาชีพ” ผมมักสละเวลาที่มีอยู่อย่างมากมายอธิบายและวอนขอให้เขาและเธอเหล่านั้นในทุกๆ ครั้งว่ารบกวนช่วยเรียกผมเสียใหม่ว่า “ชายผู้มีอาชีพเป็นช่างภาพ” เถิด จะยินดียิ้มรับโดยไม่ขัดเขินแม้แต่น้อย ได้โปรดทำความเข้าใจเสียใหม่ เพราะผมรู้สึกว่าการเป็น “มืออาชีพ” มันต้องมีความสามารถและศักยภาพที่สูง สามารถทำ/ถ่ายทุกสิ่งอย่างในสายงานวิชาชีพนั้นๆ โดยไม่ขัดขื่นขืนใจ ซึ่งต่างไปจากผมที่เป็นคนมักน้อยและไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน แถมยัง (เสือก) มีข้อแม้เยอะอีก จึงเป็นได้แค่มือสมัครเล่นด้วยความยินยอมน้อมรับ

Sorry man, I'm not a Prof. I'm just a Norm.

เกือบปีที่ผมถ่ายรูปในแบบที่ตัวเอง “ไม่ชอบ” และที่สำคัญ “ไม่เชื่อ” ไว้เยอะเกินตัว โอเค- รูปที่ว่าส่วนใหญ่เป็นส่วนของ ‘งาน’ ที่ต้องถ่ายเพื่อใช้ประกอบในนิตยสาร แต่กับการที่ไอ้กระผมต้องถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก จนถึงจุดหนึ่งผมก็ ‘ชิน’ และ ‘ชา’ ไปกับการถ่ายแบบที่ว่าจากที่กระอักกระอ่วนมานาน เข้าใจอยู่ครับว่าแตกต่าง ความรู้สึกเวลาที่ทำอะไรด้วยความสนุกนั่นมันไม่เหมือนกับการทำเพื่อแลกกับค่าตอบแทนในการดำรงชีพ

โดยส่วนตัว- ก็แค่มันไม่สนุกเหมือนตอนแรกเริ่ม และกลายเป็นสิ่งเดิมๆ ที่ทำไปตามความเคยชิน ไม่ได้รู้สึกรู้สาใดๆ กับรูป เกิดอาการด้านชาและเบื่อหน่ายกับการถ่าย ในวันหยุดหรือนอกเหนือเวลางาน ผมได้แต่ส่ายหัวโดยไร้แล้วซึ่งเรี่ยวแรงบันดาลใจในการหยิบยกกล้องขึ้นมาถ่าย

ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป จากที่เคยแฮปปี้มีความสุขและแอบอมยิ้มน้อยใหญ่ในทุกครั้งที่ลั่นชัตเตอร์อะไรก็ตามแต่ มันก็คงจะแย่

และคงไม่ดีแน่ๆ ถ้าเราเริ่มชินชากับเรื่อง 写真

So please wake me up when September ends man.

z z z...

8/19/2008

Divana Home Cuisine





กำลังเหม่อมองตึกต่างๆ อยู่ในรถแท็กซี่ วันนี้มีนัดถ่ายรูปร้านอาหารไทยเปิดใหม่แถวสุขุมวิท เพลงที่ไม่ได้ฟังมานานก็ลอยมาขับกล่อมระหว่างที่นั่งแช่อยู่กับการจราจรที่ติดขัดกลางเมือง เหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่างในวันที่หัวใจวัยรุ่นสับสนวุ่นวาย

“...ยามนี้เราจึงมาร้องเพลง เพื่อบอกบรรเลงเสียงเพลงจากใจ
เมืองนั้นมีความศิวิไลซ์ เมื่อมีป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร
มีนกกาหากินบินว่อน เหลือแม่ลูกอ่อนมีนมให้ลูกกิน
คนหากิน สัตว์หากิน เราไม่เบียดเบียนกันและกัน
ต้นไม้งาม คนงดงาม งามน้ำใจไหลเป็นสายธาร
ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน มีคน มีต้นไม้ มีสัตว์ป่า...”


พี่แท็กซี่ใจร้ายจัง

รู้ไหมว่าน้ำตามันจะไหล!

8/18/2008

080808


วันเดือนปีตามปฏิทินสากลระบุไว้ว่า วันนั้นเป็นวันที่แปด สิงหาคม ปีคริสตศักราชสองพันแปด : 080808 ซึ่งเชื่อได้โดยไม่ยากว่าเป็นชุดตัวเลขที่เรียงกันสวยงาม เลขแบบนี้จะมีเพียงครั้งเดียวจะไม่มีและจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว น่าจะเป็นวาระดิถีที่ดี เหมาะกับการประกอบกิจกรรมหรือเริ่มกิจการใดๆ ก็ตามเพื่อความเป็นศิริมงคลแห่งชีวิต จะมีแต่ความรุ่งเรืองไม่มีที่สิ้นสุด ร่ำรวยกันไม่รู้จบ ด้วยตามความเชื่อที่ว่าเลข 8 นั้นมันก็คือสัญลักษณ์ “ไม่มีที่สิ้นสุด” หรือ Infinity ในแนวตั้งนั่นเอง

ในวันเดียวกัน- เพื่อนเก่าคนหนึ่งกลับมาจากสิงคโปร์ จากการไปใช้ชีวิตการทำงานอยู่ที่โน่นร่วมสองปีเพื่อมาร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่อุดรฯ เราจึงนัดเจอและกินดื่มกันที่ร้านประจำแถวพระอาทิตย์

บรรยากาศคืนนั้นก็สนุกสนานตามวิสัยของการกินดื่มสังสันทน์เป็นปกติ มารู้ตัวอีกทีก็ตีหนึ่งกว่าแล้ว เวลาล่วงเลยเที่ยงคืนมาตอนไหนนั้นไม่มีใครสนใจ ตอนนี้วันเวลาได้ก้าวข้ามเข้าสู่วันใหม่อีกวัน เป็นวันที่เก้า สิงหาคม ปีคริสตศักราชสองพันแปด : 090808 เรียบร้อยแล้ว

คืนวันดีๆ ตามที่ว่าไว้เพิ่งพ้นล่วงไป
080808 ได้ผ่านไปแล้ว
080808 กลายเป็นเมื่อวาน
ในความหมายเดียวกันมันก็คืออดีต
อดีตที่ป่วยการที่จะร่ำร้องเรียกคืน

เด็กเสิร์ฟที่ร้านเดินปรี่มาที่โต๊ะเพื่อขอเก็บเงินพร้อมบอกว่าร้านจะปิดแล้ว
"หมดเวลาสำหรับพี่แล้วครับ" บริกรหนุ่มกระซิบบอกข้างหูผม
เด็กนั่นยื่นบิลเก็บเงินเขียนตัวเลขด้วยปากกาน้ำเงินเข้มขยุกขยุยมาให้ผม ในบิลเขียนระบุราคาที่ต้องจ่ายไว้ด้านล่างว่า 1,200 บาท
ผมบอกราคากับเพื่อนๆ ไปตามบิลเก็บเงิน เราหารเฉลี่ยกันแล้วก็จัดแบงก์พันหนึ่งใบและแบงก์ร้อยสองใบยื่นพร้อมกับส่งบิลกลับไปให้เด็กที่มารอเก็บเงิน
"พี่ให้มาพันสอง ขาดไปแปดสิบครับ" เด็กนั่นทัก
ผมหยิบบิลมาดูอีกรอบแล้วคิ้วก็เริ่มขมวดผูกกันเป็นวงคล้ายเครื่องหมายอินฟินิตี้

"โทษที พี่ไม่เห็นเลข 8 ว่ะ"

8/06/2008

เรื่องเล่าเช้านั้น

1
วิชัยนั่งนิ่งอยู่เนิ่นนาน

ก้านเหลืองต้นใหญ่ขึ้นครึ้มคลุมบริเวณระเบียงริมน้ำของบ้านพักแผ่กิ่งก้านใบให้ร่มเงาต่างหลังคากันแดดฝน ถัดไปเป็นปีบ ไผ่ ข่างและมะกอกที่ขึ้นเคียงข้าง อีกกล้วยไม้และพืชพรรณขจีเขียวนานาชนิดรายรอบ แสงแดดอันอบอุ่นอ่อนๆ ในยามเช้าและสายลมบางเบาพัดเอื่อยอ้อยอิ่ง ช่วยทำให้ผ่อนคลายและรู้สึกสบาย
เขานั่งอยู่ที่ม้านั่งไม้เตี้ยๆ ริมน้ำนี้ตั้งแต่เช้า มีเพียงหนังสือรวมบทความของนักเขียนคนโปรดหนึ่งเล่มที่เขาอ่านไม่เคยจบ กับกาแฟขมเข้มกลิ่นละมุนวางอยู่บนโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างๆ ระหว่างเขาและลำต้นของไม้ใหญ่ เรือขนกรวดหินดินทรายแล่นไหลเนิบช้าขึ้นลงตามแม่น้ำสวนกันเป็นระยะส่งเสียงคำรามบางเบาอยู่เนืองๆ ขณะเดียวกันกับเสียงนกกระจอกจิบที่กระซิบกระซาบอยู่ตลอดเวลาด้านบนยังผลให้โมงยามนี้ไม่เงียบจนเกินไป เขารู้สึกเป็นสุขและสงบ

นานมากแล้วที่วิชัยไม่ได้รู้สึกเช่นนี้

2
อาชีพค้นและขุดคุ้ยข่าวข้นขึ้นมาคุยของเขาที่กรุงเทพฯ เป็นวิชาชีพที่หยุดนิ่งไม่ได้เอาเสียเลย บางเวลาเขารู้สึกเหนื่อยที่ต้องวิ่งตามข่าวสารอยู่เสมอ เพราะการงานของเขานั้นเป็นงานที่ต้องแข่งขันกันตลอดเวลา ซึ่งในบางครั้งมันก็เร็วเกินไป วิชัยทั้งต้องเจอและตั้งคำถามกับหลายๆ เรื่องราวที่ผ่านมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน นอกจากไม่มีทางออกหรือคำตอบที่ชัดเจนให้กับคำถามเหล่านั้นแล้ว เขายังพบว่าตัวตนของเขาเองก็เริ่มตั้งคำถามกับเขาแล้วเช่นกัน

เรื่องเดิมๆ- เขาเริ่มทดท้อและเหน็ดเหนื่อยกับสิ่งที่เป็นอยู่และเป็นไป

"จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวสิ" คำของเณรน้อยเจ้าปัญญาผุดขึ้นมาใน'หมองขณะครุ่นคิดถึงคำตอบ

หลังจากที่เณรน้อยทัก วิชัยตัดสินใจเดินทางออกต่างจังหวัดในวันหยุดสั้นๆ ตามคำแนะนำของผู้หวังดีรวมทั้งเณรน้อยรูปนั้นว่าให้ลองไปสงบจิตสงบใจตามแถบชานเมืองดูบ้าง ชายหนุ่มตั้งใจเพียงเพื่อจะหาที่เงียบๆ เพื่อพักผ่อนในวันหยุด

มันเป็นบ้านพักเล็กๆ 3-4 หลังปลูกอยู่ใต้ต้นไม้แทรกตัวในสวนริมแม่น้ำแถวอยุธยา ไม่มีการประดับตกแต่งใดๆ มากนักนอกจากต้นไม้น้อยใหญ่หลากชนิดรอบๆ ที่ไว้ให้ร่มเงาชวนให้รื่นรมย์ มีกรวดปูเป็นทางเดินห่างๆ ขนาบด้วยพุ่มไม้บนพื้นหญ้ากระจายไปตามตัวบ้านแต่ละหลัง ภายในบ้านพักมีเพียงเตียงพอนอนได้และเครื่องสุขภัณฑ์ ซึ่งวิชัยได้รับคำแนะนำและชี้ทางจากสหายเก่าให้ลองมาที่นี่ ต่อมาภายหลังวิชัยก็พบว่าเขาหลงรักสถานที่แห่งนี้เข้าเสียแล้ว เขานึกขอบคุณผู้หวังดีทุกๆ ท่าน และเณรน้อยรูปนั้น

แม้ทำได้แค่อยู่ชั่วคราว แต่วิชัยก็พบกับคำตอบและทางออกหลายอย่างที่ยังคั่งข้างอยู่กับเขามานาน อาจไม่ใช่คำตอบที่ผ่านการตรวจมาแล้วว่าถูกต้อง วิสัชนาในวันนี้เพียงพอแล้วกับปุจฉาที่ตัวเขาตั้งขึ้นมา

3
เช้าวันว่างวันนี้ ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่ที่ม้านั่งริมน้ำ สายตาทอดยาวไกลออกไป

เสียงลมยังคงขับขาน และพัดโชย

ใบไม้กระเพื่อมกระพือส่งเสียง

บ้างเริ่มร่วงโรยและปลิดปลิวตามกระแสลม

7/29/2008

วับๆ WOM ๆ # 6


ได้ไปอ่านหนังสือธรรมะเล่มเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือมาเล่มหนึ่งในช่วง Rush Hour เช้าวันก่อนขณะเดินทางมาทำงานพร้อมๆ กันกับฝูงชนอีกหลายแสนล้าน หนังสือที่ว่านั้นตัวเล่มมีสีเทาเรียบ หน้าปกเป็นรูปวาดหนูสีชมพูกำลังเพ่งพิจารณาชีสที่วางอยู่บนกับดัก วางแจกฟรีอยู่บน BTS ข้อความพาดหัวเขียนไว้ว่า “ชนะใคร ไม่เท่าชนะใจตน” เขียนโดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก จัดทำโดยมูลนิธิมายา โคตมี ซึ่งสามารถอ่านจนจบทั้งเล่มได้โดยใช่เวลาไม่นานนัก

อ่านแล้วก็ให้รู้สึกสบายใจดี เลยคัดบางตอนมาให้ได้อ่านกัน

“ชีวิตเราทุกคนปราถนาความสุข เราต่างมุ่งแสวงหาความสุขและหลีกหนีให้พ้นจากความทุกข์กันทั้งนั้น แต่ในการแสวงหาความสุข เรามักมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือ ‘จิตใจ’ เราแสวงหาทรัพย์สมบัติ เงินทอง เกีตรติยศกันตั้งแต่เด็ก เราต้องแสวงหาโรงเรียนที่ดี เข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หาอาชีพการงานที่ก้าวหน้ามั่นคง หาแฟน สร้างครอบครัว ซื้อบ้านซื้อรถ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ชีวิตทั้งหลายทั้งปวง โดยที่เข้าใจว่าเมื่อเราได้สิ่งนั้นแล้ว ชีวิตก็จะมีความสุข เราดิ้นรนแสวงหาสิ่งเหล่านั้นกันอยู่เป็นเวลาหลายปี หลายสิบปี แสวงหาไปเรื่อยๆ แสวงหาไปตลอดชีวิตก็ยังไม่พบความสุขที่แท้จริง เพราะเหล่านั้นเป็นการแสวงหาความสุขจากภายนอก...

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ ‘ใจ’ ... ถ้าใจเราไม่สบาย ทุกข์ใจ เสียใจ แม้ได้ในสิ่งที่ปรารถนาทุกอย่างก็ตาม ใจเสียอย่างเดียวก็เท่ากับเสียทั้งหมด ก็จะหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้”


กับเรื่องบางเรื่องนั้นก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ยังไม่วายเผลอไผลหลงลืม

.........

วับๆ WOM ๆ รูปนี้ถ่ายใน Office มีคุณกาตวยเป็นแบบเช่นเดิม ดวงตาคู่นั้นยังคงชวนฝัน... อีกเช่นเคย ผนวกกับศิลปะการจัดวางที่ไร้ที่ติของผมเอง ด้วยการชวนพี่น้องและผองเพื่อนร่วมงานที่พอหยิบจับได้ภายในรัศมีหนึ่งเมตรมาร่วมมหกรรมการถ่ายแบบ วับๆ WOM ๆ ฉบับที่ 6 นี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณลิงจั๊กๆ ทั้งสอง คุณไชโย คุณตู้ไปรษณีย์สีแดง คุณทับถม (อันที่จริงคุณกาตวยตั้งชื่อมันว่าทับทิม แต่ผมเปลี่ยนเอง มันดูสลดและฮากว่า) และคุณเป็ดน้อยสมทรง ดูเผินๆ รูปก็ออกมาขี้เหร่ (Kirei) เนะดี ว่ามั๊ย ^_^

7/17/2008

เรียง 100 ถ้อยคำ


หลายสิบหลายร้อยนาทีผ่านไป อาจเลยเถิดเข้าถึงขั้นหลักพันนับตั้งแต่วันก่อนจนมาถึงดึกดื่นคืนนี้ มีเพียงแต่ผมเท่านั้นที่กำลังประจัญหน้ากับอากาศธาตุภายใต้กรอบสี่เหลี่ยมของจอคอมฯ ยี่ห้อซัมซุงในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกะทัดรัดย่านฝั่งธนฯ (ด้วยพ้องเสียง- อยู่ฝั่งนี้ต้องอดทนกับการข้ามไปฝั่งเมืองจริงๆ ขอยืนยัน) เพื่อที่จะกลั่นและกรองด้วยจินตนาการส่วนตัวให้ไอ้เจ้าอากาศธาตุที่ว่าได้เปลี่ยนสถานภาพออกมาเป็นตัวอักษร แต่อนิจจัง- ผมกำลังอยู่ในอาการ ‘เขียนไม่ออก’ ซึ่งไม่เกี่ยวกับอาการ ‘ขี้ไม่ออก’ แต่อย่างใด อย่างหลังนี่ทานยาถ่ายอาจจะช่วยให้ทุเลาได้บ้าง แต่อาการอย่างแรกนั้นแก้ยากกว่า เพราะช่วงนี้นั้นในหัวมันตื้อ มันทื่อ แต่ใจมันก็ดื้ออยากจะเขียน ด้วยมีวาระที่ว่า งานหรือบทความชิ้นนี้เข้าสู่หลักร้อยพอดิบพอดีใน blog แห่งนี้ สมควรจะมี Something Special เสียหน่อย แต่... ไม่มีเรื่องจะเขียน ไม่มีซำติงฯ ที่ว่า มีแต่ผมกับจอซัมซุง และยุงอีก 3-4 ตัว ในห้องเหลี่ยมๆ ห้องเดิม

จากหลักร้อยเข้าสู่หลักพันนาทีผ่านไป- จนแล้วจนรอด ด้วยความเฉลียวที่หันมองซ้ายขวาแล้วไม่เจอไม่เห็นสิ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นเรื่องได้รอบๆ ครู่ใหญ่- ในที่สุดก็หาเรื่องจนได้ ด้วยการ ‘คุยกับตัวเอง’ มันซะเลยดีกว่า (ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่า ‘ดีกว่า’ อะไรด้วย ลองคุยดูก่อน เผื่อจะดี หรือไม่ก็ตรงข้าม อย่างน้อยที่สุดยังไงก็ ‘มีเรื่อง’ แน่ๆ)

ว่าแล้วก็เริ่มหาเรื่องกันเลย

ถาม : สวัสดี เป็นไงบ้าง?
ตอบ : แหม... ถามซะกว้างเชียวนะ
ถาม : งั้นแคบลงมาหน่อยแล้วกัน... ช่วงนี้เป็นไงบ้าง?
ตอบ : กวนตีนป่ะเนี่ย?
ถาม : จะตอบได้หรือยัง?
ตอบ : ก็สบายดี ไม่มีอะไรหวือหวา รู้สึกว่าตัวเองอ้วนนิดหน่อย น้ำหนักขึ้นด้วย พึ่งไปชั่งน้ำหนักมา พอขึ้นแล้วลงยากด้วยสิ
ถาม : กลัวไม่หล่อ?
ตอบ : (หัวเราะ) ไม่หรอก ไอ้หล่อน่ะไม่หล่ออยู่แล้ว แต่กลัวว่าน้ำหนักตัวน่ะ พอมันได้ลองขึ้นแล้วมันจะลงยากน่ะสิ กลัวเป็นเหมือนชายไทยวัยกลางคนทั่วๆ ไปน่ะ เชื่อมั๊ย! วันก่อนพวกพี่ๆ ที่สนิทกันชวนไปอบซาน์วน่าแถวบางหว้า ไอ้เราไม่เคยไปอะไรแบบนี้ก็เลยตามๆ เขาไปด้วย พอเข้าไปก็เจอแต่ชายไทยวัยกลางคนอย่างที่บอกน่ะ ไว้ผมสั้นรองทรงแซมด้วยผมหงอกขาว ลงพุง ห้อยพระ หน้าตาดูขี้งกและตกกระ ชอบเอะอะมะเทิ่งทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น ยิ่งพอใคร (ในนั้น) เริ่มเสียงดังหรือแรงขึ้นมา พวกที่เหลือก็ต้องเออออเห็นพ้องไปในลักษณะตามๆ กันไป แต่ในใจยังไงไม่รู้ พอเห็นแล้วก็บอกตัวเองว่าไม่เวิร์กว่ะ อย่าเชียวนะมึง เป็นไปได้กากบาททิ้งไปให้หมด ที่ไปเห็นมาน่ะ เคยจะเล่าให้เพื่อนฟังเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นมันไม่รู้จะเล่ายังไง

ถาม : หยุดยาวสี่วันที่ผ่านมาไปเที่ยวไหนมา? (ช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาควบด้วยเสาร์อาทิตย์)
ตอบ : กวนตีนผมอีกแล้วนะครับ
ถาม : ยังไง?
ตอบ : ก็ตรงที่รู้แล้วยังจะถามอีกไงล่ะ! (นิ่งนาน- สูดหายใจลึก- ยาว) มีงานตลอดทั้งสี่วันเลย ไม่ได้ไปไหน แต่เดือนหน้าว่าจะไป
ถาม : ไปไหน?
ตอบ : จะถามไปทำไม อยากรู้ขึ้นมาเชียวนะ
ถาม : อ้าว? เราตกลงกันแล้วนี่ ผมมีหน้าที่ถาม คุณมีหน้าที่ตอบ อย่าเฉไฉ จงไขขาน
ตอบ : ก็ได้ ยังไม่รู้หรอก แต่ไปแน่
ถาม : ขอให้สนุก
ตอบ : แน่นอน
ถาม : อยากฝากอะไรถึงคนอ่านไหม?
ตอบ : อ้าว? ไม่ถามต่อแล้วเหรอ?
ถาม : ไม่แล้ว ขี้เกียจ ดึกแล้วด้วย คนเราต้องพักผ่อน จริงไหม? คุณจะนอนน้อยเอาโล่เหรอไง จะฝากอะไรก็รีบฝาก เร็ว! (เสียงแข็ง)
ตอบ : อะไรของคุณเนี่ย ขอให้ได้กวนตีน อยากมีเรื่องใช่มั๊ย!
ถาม : ก็ได้เรื่องแล้วนี่ หรือยังไม่หนำใจ! ยังไม่พออีกหรือไง! ได้คืบจะเอาทั้งแขนเลยใช่ไหม อย่ามาเอะอะเป็นชายไทยวัยกลางคนหน่อยเลย ถ้ามีเวลาว่างมากนักก็ไปออกกำลังกาย หรือไปทำอะไรเพื่อสาธารณะประโยชน์โน่นไป จะได้ไม่ต้องมาหาเรื่องเขียนกับผม ไม่สิ- กับตัวเองอีก
ตอบ : แน่นอน แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแหละที่อยากมีเรื่องกับคุณ ผมเลยอยากคุยกับตัวเองดู ว่าแต่ว่าคุณเองก็ขี้โวยวายใช่ย่อยนะ พุงก็มีแล้วด้วย ถ้าหาอะไรมาห้อยคอหน่อยนี่ได้เลยนะนั่น ผมจะไม่พูดลามเลยไปเรื่องของผมต่อแล้วกัน แค่นี้ก็คงพอแล้ว

.........

อืม... ฤๅจะเป็นอย่างที่ไอ้ห่านั่นมันบอก