9/24/2008

โอ้ ลมหงาว


สองสามวันมานี่ลมเปลี่ยนทิศแฮะ
ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรหรอก
ก็แค่สังเกตเอาจากเสื้อผ้าที่ซักตากไว้ตรงระเบียงห้อง
ปกติก่อนหน้านี้เวลามันต้องลมมันจะแถกันไปแออัดอยู่ที่ฝั่งซ้ายของราว
แต่วันนี้มันเปลี่ยนขั้วไปออกันอยู่ทางขวาในเวลาที่มองออกไป

โอ้แม่เจ้า! นี่ลมหงาวใช่มั้ย!?

งั้นสรุปแล้วเรื่องราวทั้วหมดมันก็หมุนเป็นวงกลมสิ
วนเป็นวง วนเป็นวง เป็นวงวน
ท้ายสุดก็วนกลับมาที่จุดเริ่มต้น... (ผมควรจะใช้ใหม่หรือเก่าดีล่ะ) อีกครั้ง
นี่มันวันครบรอบใครรึเปล่า!?
แต่ไม่ใช่ผมแน่ๆ เฮ้! ผมไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้นี่นา

ปีที่แล้วผมฟังเพลงของเธอคนนั้นรอบแล้วรอบเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ
เสียงห้าวใสของเธอทำให้ผมพร้อมที่จะเผชิญฤดูหงาวได้อย่างมั่นใจ
กับในวันวัยที่ว่างเปล่าเคว้งคว้าง
ผมลองหวนกลับไปฟังบทเพลงของเธออีกครั้งด้วยความหวังเดิม
อยากให้เธอช่วยปลุกเร้าความเข้มแข็งเก่าๆ ให้กลับคืนมา
เพื่อที่ผมจะได้ไปต่อไปต่อไปและต่อไป

อนิจจา เธอดันย้ายวงไป featuring กับคนอื่นให้แล้วเสียอีก

...จะเป็นลม

9/11/2008

Doy Diary


บ้านจะแล เชียงราย, ต้นกันยา 51

เช้าวันนี้อากาศฉ่ำเย็นสบาย คงเพราะฝนที่ยังตกไม่ขาดเม็ดตั้งแต่ช่วงกลางดึกเมื่อคืน ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงไก่ที่โก่งคอขันแข่งกันอย่างขยันขันแข็ง ลุกขึ้นจากที่นอน เดินออกจากห้องลงบันไดไปล้างหน้าล้างตาด้านล่าง แล้วกลับขึ้นมานั่งมองสายฝนรอบๆ ตรงระเบียง นึกในใจว่าคงอีกนานกว่าจะซา จึงจัดแจงฆ่าเวลาด้วยการหยิบหนังสือของเฮียมุฯ ที่ติดใส่เป้ขึ้นมาอ่าน โดยมีเสียงฝนคลอเคล้าเบาๆ

สักพักอาตี- เพื่อนร่วมทางจากกระจกเงาก็แง้มตัวเองออกมาจากประตูห้องนอน
“สวัสดีตอนเช้า หลับสบายมั้ย” อาตีเอ่ยทักทายพร้อมกับยืดเส้นยืดสายบิดขี้เกียจซ้ายขวาไปมา
“สุดๆ” ผมขานตอบพร้อมส่งยิ้มหวาน ตาหยี ^^
“คงต้องรอให้ฝนหยุดก่อนถึงจะออกไปถ่ายรูปกันนะ”
เรานัดสมชายและน้องสาวของเขา- คนชนเผ่าลาหู่ไว้ช่วงสายๆ เพื่อถ่ายรูปเครื่องแต่งกาย พร้อมกับพูดคุยสอบถามข้อมูลนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งบ้านพักของเขาไม่ไกลจากที่นี่นัก สามารถเดินไปได้ราวห้านาที แต่คงต้องรอให้ฝนหยุดก่อนตามที่อาตีบอก
“ครับ- ไม่เป็นไร ไม่รีบ”
ผมตอบหมายความตามนั้นแล้วนั่งฟังเสียงฝนต่อ
หลับตาลงแล้วเบิกหายใจสูดกลิ่นดินบนดอย

.........

ปล. เชียงรายอากาศดีและไม่หนาวอย่างที่คิด ~

8/26/2008

ถ่ายสิคะ


ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า “写真” หมายถึงรูปหรือภาพถ่าย อ่านออกเสียงได้ว่า “ชาชิน” ซึ่งเป็นคำที่ผมได้ยินบ่อยมากถึงบ่อยได้อีกในรอบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มประกอบอาชีพช่างภาพให้กับนิตยสารญี่ปุ่น

โดยหากจะให้นิยามกับตัวเองแล้ว ก็ต้องขอเรียนว่าไอ้กระผมนั้นเป็นช่างภาพที่ออกจะผิดแผกแปลกต่างไปจากแบบที่ควรจะเป็นของช่างภาพทั่วไป จะเรียกให้รื่นหูหน่อยก็ต้องเรียกว่า “ช่างภาพแนวฯ” (ชื่อเต็มๆ คือ “ช่างภาพแนวห่าเหวอะไรของมันฟะ!” ) หรือถ้าจะเรียกแบบห่ามๆ ดิบๆ คือเป็นช่างภาพที่ถ่ายรูปได้ส้นตึกมาก! ถ้าเปรียบเทียบกับช่างภาพมืออาชีพ ด้วยความเคารพ- ผมหมายถึงบรรรดา “โปรฯ” (Professional) ทั้งหลาย

เวลาที่ใครก็ตาม (ริ) เรียกผมว่า “ช่างภาพมืออาชีพ” ผมมักสละเวลาที่มีอยู่อย่างมากมายอธิบายและวอนขอให้เขาและเธอเหล่านั้นในทุกๆ ครั้งว่ารบกวนช่วยเรียกผมเสียใหม่ว่า “ชายผู้มีอาชีพเป็นช่างภาพ” เถิด จะยินดียิ้มรับโดยไม่ขัดเขินแม้แต่น้อย ได้โปรดทำความเข้าใจเสียใหม่ เพราะผมรู้สึกว่าการเป็น “มืออาชีพ” มันต้องมีความสามารถและศักยภาพที่สูง สามารถทำ/ถ่ายทุกสิ่งอย่างในสายงานวิชาชีพนั้นๆ โดยไม่ขัดขื่นขืนใจ ซึ่งต่างไปจากผมที่เป็นคนมักน้อยและไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน แถมยัง (เสือก) มีข้อแม้เยอะอีก จึงเป็นได้แค่มือสมัครเล่นด้วยความยินยอมน้อมรับ

Sorry man, I'm not a Prof. I'm just a Norm.

เกือบปีที่ผมถ่ายรูปในแบบที่ตัวเอง “ไม่ชอบ” และที่สำคัญ “ไม่เชื่อ” ไว้เยอะเกินตัว โอเค- รูปที่ว่าส่วนใหญ่เป็นส่วนของ ‘งาน’ ที่ต้องถ่ายเพื่อใช้ประกอบในนิตยสาร แต่กับการที่ไอ้กระผมต้องถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก ถ่ายแล้วถ่ายอีก จนถึงจุดหนึ่งผมก็ ‘ชิน’ และ ‘ชา’ ไปกับการถ่ายแบบที่ว่าจากที่กระอักกระอ่วนมานาน เข้าใจอยู่ครับว่าแตกต่าง ความรู้สึกเวลาที่ทำอะไรด้วยความสนุกนั่นมันไม่เหมือนกับการทำเพื่อแลกกับค่าตอบแทนในการดำรงชีพ

โดยส่วนตัว- ก็แค่มันไม่สนุกเหมือนตอนแรกเริ่ม และกลายเป็นสิ่งเดิมๆ ที่ทำไปตามความเคยชิน ไม่ได้รู้สึกรู้สาใดๆ กับรูป เกิดอาการด้านชาและเบื่อหน่ายกับการถ่าย ในวันหยุดหรือนอกเหนือเวลางาน ผมได้แต่ส่ายหัวโดยไร้แล้วซึ่งเรี่ยวแรงบันดาลใจในการหยิบยกกล้องขึ้นมาถ่าย

ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป จากที่เคยแฮปปี้มีความสุขและแอบอมยิ้มน้อยใหญ่ในทุกครั้งที่ลั่นชัตเตอร์อะไรก็ตามแต่ มันก็คงจะแย่

และคงไม่ดีแน่ๆ ถ้าเราเริ่มชินชากับเรื่อง 写真

So please wake me up when September ends man.

z z z...

8/19/2008

Divana Home Cuisine





กำลังเหม่อมองตึกต่างๆ อยู่ในรถแท็กซี่ วันนี้มีนัดถ่ายรูปร้านอาหารไทยเปิดใหม่แถวสุขุมวิท เพลงที่ไม่ได้ฟังมานานก็ลอยมาขับกล่อมระหว่างที่นั่งแช่อยู่กับการจราจรที่ติดขัดกลางเมือง เหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่างในวันที่หัวใจวัยรุ่นสับสนวุ่นวาย

“...ยามนี้เราจึงมาร้องเพลง เพื่อบอกบรรเลงเสียงเพลงจากใจ
เมืองนั้นมีความศิวิไลซ์ เมื่อมีป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร
มีนกกาหากินบินว่อน เหลือแม่ลูกอ่อนมีนมให้ลูกกิน
คนหากิน สัตว์หากิน เราไม่เบียดเบียนกันและกัน
ต้นไม้งาม คนงดงาม งามน้ำใจไหลเป็นสายธาร
ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน มีคน มีต้นไม้ มีสัตว์ป่า...”


พี่แท็กซี่ใจร้ายจัง

รู้ไหมว่าน้ำตามันจะไหล!

8/18/2008

080808


วันเดือนปีตามปฏิทินสากลระบุไว้ว่า วันนั้นเป็นวันที่แปด สิงหาคม ปีคริสตศักราชสองพันแปด : 080808 ซึ่งเชื่อได้โดยไม่ยากว่าเป็นชุดตัวเลขที่เรียงกันสวยงาม เลขแบบนี้จะมีเพียงครั้งเดียวจะไม่มีและจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว น่าจะเป็นวาระดิถีที่ดี เหมาะกับการประกอบกิจกรรมหรือเริ่มกิจการใดๆ ก็ตามเพื่อความเป็นศิริมงคลแห่งชีวิต จะมีแต่ความรุ่งเรืองไม่มีที่สิ้นสุด ร่ำรวยกันไม่รู้จบ ด้วยตามความเชื่อที่ว่าเลข 8 นั้นมันก็คือสัญลักษณ์ “ไม่มีที่สิ้นสุด” หรือ Infinity ในแนวตั้งนั่นเอง

ในวันเดียวกัน- เพื่อนเก่าคนหนึ่งกลับมาจากสิงคโปร์ จากการไปใช้ชีวิตการทำงานอยู่ที่โน่นร่วมสองปีเพื่อมาร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่อุดรฯ เราจึงนัดเจอและกินดื่มกันที่ร้านประจำแถวพระอาทิตย์

บรรยากาศคืนนั้นก็สนุกสนานตามวิสัยของการกินดื่มสังสันทน์เป็นปกติ มารู้ตัวอีกทีก็ตีหนึ่งกว่าแล้ว เวลาล่วงเลยเที่ยงคืนมาตอนไหนนั้นไม่มีใครสนใจ ตอนนี้วันเวลาได้ก้าวข้ามเข้าสู่วันใหม่อีกวัน เป็นวันที่เก้า สิงหาคม ปีคริสตศักราชสองพันแปด : 090808 เรียบร้อยแล้ว

คืนวันดีๆ ตามที่ว่าไว้เพิ่งพ้นล่วงไป
080808 ได้ผ่านไปแล้ว
080808 กลายเป็นเมื่อวาน
ในความหมายเดียวกันมันก็คืออดีต
อดีตที่ป่วยการที่จะร่ำร้องเรียกคืน

เด็กเสิร์ฟที่ร้านเดินปรี่มาที่โต๊ะเพื่อขอเก็บเงินพร้อมบอกว่าร้านจะปิดแล้ว
"หมดเวลาสำหรับพี่แล้วครับ" บริกรหนุ่มกระซิบบอกข้างหูผม
เด็กนั่นยื่นบิลเก็บเงินเขียนตัวเลขด้วยปากกาน้ำเงินเข้มขยุกขยุยมาให้ผม ในบิลเขียนระบุราคาที่ต้องจ่ายไว้ด้านล่างว่า 1,200 บาท
ผมบอกราคากับเพื่อนๆ ไปตามบิลเก็บเงิน เราหารเฉลี่ยกันแล้วก็จัดแบงก์พันหนึ่งใบและแบงก์ร้อยสองใบยื่นพร้อมกับส่งบิลกลับไปให้เด็กที่มารอเก็บเงิน
"พี่ให้มาพันสอง ขาดไปแปดสิบครับ" เด็กนั่นทัก
ผมหยิบบิลมาดูอีกรอบแล้วคิ้วก็เริ่มขมวดผูกกันเป็นวงคล้ายเครื่องหมายอินฟินิตี้

"โทษที พี่ไม่เห็นเลข 8 ว่ะ"