8/08/2009

บาหลี - สันสกฤต






Kecak (pronounced [ˈketʃak], alternate spellings: Ketjak and Ketjack) a form of Balinese music drama, originated in the 1930s and is performed primarily by men. Also known as the Ramayana Monkey Chant, the piece, performed by a circle of 100 or more performers wearing checked cloth around their waists, percussively chanting "cak" and throwing up their arms, depicts a battle from the Ramayana where the monkey-like Vanara helped Prince Rama fight the evil King Ravana. However, Kecak has roots in sanghyang, a trance-inducing exorcism dance.

Kecak was originally a trance ritual accompanied by male chorus. German painter and musician Walter Spies became deeply interested in the ritual while living in Bali in the 1930s and worked to recreate it into a drama, based on the Hindu Ramayana and including dance, intended to be presented to Western tourist audiences. This transformation is an example of what James Clifford describes as part of the "modern art-culture system" in which, "the West or the central power adopts, transforms, and consumes non-Western or peripheral cultural elements, while making 'art' which was once embedded in the culture as a whole, into a separate entity." Spies worked with Wayan Limbak and Limbak popularized the dance by traveling throughout the world with Balinese performance groups. These travels have helped to make the Kecak famous throughout the world.

visit http://en.wikipedia.org/wiki/Kecak for more details

7/30/2009

in the MOON for love

ไปป้วนเปี้ยนอยู่แถววังหลัง – ท่าพระจันทร์มาเดือนเศษๆ ครับ
เนื่องจากลงเรียนภาษาอังกฤษแบบเบาๆ ที่ธรรมศาสตร์ไว้
เรียนกันตอนเย็นๆ ของทุกวันพุธ และวันศุกร์ หกโมงเย็นถึงสองทุ่มครึ่ง
เป็นคอร์สสำหรับประชาชนทั่วไป จึงมีครบทุกช่วงอายุ
ไล่เรียงตั้งแต่คุณน้องๆ นักเรียน ม.6 นักศึกษามหาวิทยาลัย
เด็กจบใหม่ และผู้ใหญ่วัยทำงาน
วันนี้เป็นวันจบคอร์สพอดี ได้รับใบประกาศฯ มาด้วย

พอรู้ตัวว่าอาทิตย์หน้าจะไม่ต้องเดินลอยชายเล่นแถวนั้นแล้วปุ๊บ (โดยเฉพาะจะไม่ได้กินของอร่อยๆ ที่ตลาดวังหลังในตอนเย็นๆ พวกข้าวเหนียวหมูปิ้งนมสด และน้ำส้มคั้นก่อนเข้าเรียน อีกด้วยสุกี้แห้งกับหอยทอดหอยนางรมกระทะร้อนฉ่าตอนกลางคืนหลังเลิกเรียนแล้ว) ก็ยังให้มาถึงด้วยอากาศคิดถึงปั๊บ เลยอยากเขียนเป็นบันทึกรักเพื่อระลึกถึงเสียหน่อย เอาแบบอ่านเพลินๆ

พูดถึงการเรียน
ตั้งแต่เรียนจบมาก็ไม่ได้พาตัวเองเข้าห้องเรียนเลย
บรรยากาศในห้องเรียนนั้นยังเหมือนเดิม
ทั้งสนุก และก็น่าเบื่อ (บ้าง บางวัน)
แต่รวมๆ แล้วที่ได้มานั่นคือ Knowledge
เพราะความรู้นั้นคือสิ่งเดียวที่เราควรเก็บเกี่ยวตลอดเวลา

เวลาเลิกเรียนนั้นส่วนใหญ่ก็มักจะล่วงเลยเวลาเสมอ
เนื่องจากอาจารย์ผู้สอนท่านชอบแถมเรื่องเล่าต่างๆ นานาให้ฟังท้ายชั่วโมง
โดยเฉพาะเรื่องประสบการณ์ชีวิตของท่านเมื่อสมัยเป็นนักเรียนนอก
และการแสดงทัศนะวิจารณ์ความแตกต่างของยุคสมัย
อันนี้แหละที่ผมบอกว่าสนุก


เรือข้ามฟากตรงท่าพระจันทร์เที่ยวสุดท้ายนั้นหมดสามทุ่ม
ผมจะต้องใช้บริการตอนขากลับ เพราะต้องนั่งข้ามฟากมายังฝั่งธนฯ
เพื่อที่จะมาต่อรถเมล์กลับที่พักอีกที (ผมอาศัยอยู่ฝั่งธนฯ)
และก็เป็นประจำที่ผมมักจะได้ยืนรอเรือข้ามฟากเที่ยวสุดท้ายอยู่เสมอด้วยสาเหตุจากเวลาเลิกแบบเฉียดฉิวที่ว่า
แล้วเรือฯ เที่ยวสุดท้ายนั้นมันก็หมดตอนสามทุ่มเป๊ะ แบบไม่มีอิดออดแอบแล่นนอกรอบต่อซะด้วย

ในกรณีที่ไม่ทันเรือข้ามฟากเที่ยวสุดท้าย เราก็ต้องเดินไปขึ้นที่ท่าช้างแทน
ซึ่งก็ไม่ไกลกันมากนัก เดินอึดใจเดียวก็ถึง เรือฯ ที่ท่าช้างนั้นมีถึงห้าทุ่มโน่นแน่ะ
ทว่าตามทางเดินไปท่าช้างจากธรรมศาสตร์ตอนสามทุ่มนั้นมันไม่ค่อยเจริญหูเจริญตาเท่าไหร่นักหรอก (นะ จะบอกให้) ถ้าคุณต้องเดินคนเดียว เพราะว่าร้านรวงต่างๆ รายทางเขาปิดกันหมดแล้ว มันจะนัวร์ๆ (Noir) นิดหน่อย

กลับมาที่ท่าพระจันทร์กันดีกว่า
เรื่องของเรื่องที่จะเล่าก็คือ มันจะมีช่วงอารมณ์ธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเวลาที่คุณยืนรอเรืออยู่บนโป๊ะตอนกลางคืนที่ท่าพระจันทร์ ซึ่งมันก็ได้เกิดขึ้นกับผมในทุกครั้งที่ยืนอยู่ที่นั่น ถ้าใครเคยใช้ชีวิตหรือได้มีโอกาสแวะเวียนไปเที่ยวแถวนั้นคงพอรู้บ้าง (ใช่ไหม?) ว่าบรรยากาศบนโป๊ะตอนกลางคืนนั้นมันเป็นอย่างไร

คือมันจะมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้น

ผมเรียกมันเอาเองว่า “อารมณ์พระจันทร์”
ผมชอบช่วงเวลาตอนนั้น
ตอนที่ลมเย็นๆ โชยโบกธงบนโป๊ะให้สะบัดพัดพริ้ว
ชอบที่ได้เห็นแสงสีนวลระยิบระยับที่สะท้อนในน้ำของวัดระฆังฯ
ภาพของโรงพยาบาลศิริราชที่แสนสุขุมเข้มขรึม
ชอบเวลาโคลงเคลงไปมาตอนที่ยืนตากลมตากลมรอเรืออยู่บนโป๊ะ
ได้เห็นภาพของเรือข้ามฟากล่องลอยอยู่กลางแม่น้ำค่อยๆ ตีวงโค้งเพื่อเทียบท่า
เสียงเจ้าพระยาซัดใส่โป๊ะน้ำซ่านกระเซ็น
และมีเรือขนทรายเลื่อนแล่นผ่านสายตาไปอย่างช้าๆ ในบางครา

ไม่รู้สิ...
มันเป็นอารมณ์ประมาณว่าสามารถทำให้เราลุ่มลึกในความรู้สึกขึ้นมาได้น่ะ

จริงๆ นะ พระจันทร์

7/17/2009

Good-bye days



เชยมาก
เพิ่งจะได้ดูกับเขาเหอะ
หนังเศร้า แต่สวย
ชอบฉากตอนท้ายๆ ที่พ่อพูดถึงลูก ซึ้งสุดๆ
ที่สำคัญเลยคือเพลงประกอบเพราะโคตร
(และ YUI ก็น่ารักมั่ก^^)
แนะนำให้ลองหามาดูกัน
ชื่อเรื่องว่า "Taiyou no Uta"
สอบถามผู้รู้ให้แล้ว แปลประมาณว่า "บทเพลงแห่งพระอาทิตย์"
ชื่อภาษาอังกฤษคือ "Midnight Sun"

7/12/2009

capeDium

ครั้งนี้คงต้องยอมและน้อมรับครับ
ถ้าจะคิดว่าผมเวิ่นเว้อ, ทำเป็น’เว่อร์ หรือพูดจาเพ้อเจ้อ

สารภาพก่อนเลยว่าทดเรื่องนี้เก็บไว้นานแล้ว
และหลีกเลี่ยงเหลือเกิน ที่จะเอามาลง
เพราะหลังๆ มานี่ผมมักโดยเพื่อนๆ ค่อนขอดอยู่เสมอๆ ว่าชักจะทำตัวเหลวไหลเลอะเทอะเปรอะปะไปเรื่อย
(แต่ยังพอมีโชคอยู่บ้างที่ยังไม่ถึงกับไปทำตัวเกะกะใครเขา)
ใจจึงหวั่นๆ ว่าจะ ‘โดน’ เข้าอีกดอก
ในข้อหาชอบคุยโวโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง

ถูกแล้ว- เพื่อนกันต้องติติง ตักเตือน และตบบ่ากันและกัน
พอลองคิดดูแล้วก็จริงดังคำที่เพื่อนว่า
ยิ่งอ่านทวนบันทึกชิ้นนี้นี่ก็ยิ่งจนแต้มเข้าไปใหญ่

แต่…

เสียดายครับ
เพราะตอนแรกที่ร่างเรื่องนี้ตัวผมอยู่ในอารมณ์ที่คึกคักเวลาลงเล่น และฉึกฉักเวลาละเลงมาก เนื่องจากร่ายร่างแรกบนรถไฟ
จึงดื้อดึงดันกัดฟันกรอดและคิดว่าโดนเป็นโดน (วะ)
ก็ผมอยู่ในอารมณ์ที่จะเล่านี่นา

หรือเพราะบางครั้งเราต่างก็ตั้งใจจะละเลยสิ่งที่ตระหนักรู้อยู่แล้ว
ทั้งๆ ที่รู้ แต่ก็มิวายเผลอไผล ปล่อยตัวปล่อยใจ
ซึ่งไอ้เรื่องแบบนี้ผมเองก็ยังแก้ไม่ตกสักที

………

วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่แสนจะธรรมด๊า ธรรมดาวันหนึ่ง
แต่ถ้าใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ขั้นสูง ให้สมกับที่จบระดับมัธยมปลายสายวิทย์- คณิต ผสมเข้ากับภูมิปัญญาชาวบ้านลองดีตีเป็น ‘ตัวเลข’ อย่างที่พี่ป้าน้าอาเขาตีเป็น ‘หวย’ กันบ้างก็จะได้ (เลขที่) ออกมาดังนี้

ค่าเริ่มต้นคือ : วันเสาร์ที่ 13 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2552
จากวันที่ 13 เดือน มิถุนายน พุทธศักราช 2552
ก็จะเป็น --> วันที่ 13 เดือน 06 คริสตศักราช 2009
ก็จะเป็น --> 13.06.2009
ก็จะเป็น --> 130609
ศูนย์ไม่มีค่า เราตัดทิ้งไป แต่แอบกั๊กเก็บเป็นกิ๊กไว้หนึ่ง ก็จะเป็น --> 13069
แปลงค่า 9 ให้เป็นเลขโรมันบนนาฬิกา ก็จะเป็น --> ix
ผลลัพธ์ก็จะเป็น : 1306ix

BINGO!!

เท่านี้วันเสาร์ที่ดูแสนจะธรรมด๊า ธรรมดาวันหนึ่งวันนั้น ก็กลายเป็นวันพิเศษ (สำหรับผม) ขึ้นมาในบัดดล
และมันมีค่าพอที่จะฉกฉวยวันเวลาที่ตีออกมาได้เก็บกอดไว้กับอกจริงๆ

จึงก่อเกิดอาการ ‘คัน’ คะเยอยิบๆ อยู่นิ่งๆ ไม่ได้
เห็นควรจะต้อง ‘เกา’ ด้วยการออกไปข้างนอก
โดยวิธีการนั่งรถไฟฟรีไปชิม MOCCA ที่หัวหิน แล้วจับรถไฟเที่ยวกลับตอนดึกๆ กลับ น่าจะพอบรรเทาไอ้อาการที่ว่าได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

และแล้วทุกอย่างของวันนั้นก็ดำเนินไปอย่างช้าๆ
ขออนุญาตไม่เล่าลงรายละเอียดแล้วกัน
เพราะมันเยอะมากกกกกกกกก และนิดหน่อยเหนื่อย
แต่จะแอบกระซิบบอกอะไรให้อย่างหนึ่งว่า

ถ้าผมไม่ทะลึ่งตึงตังสร้างสถานการณ์บ้าบอตีวันเวลาเป็นเลข และตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไฟเที่ยวนั้นไป ผมเองก็คงไม่มีวันเวลาที่ได้นั่งหย่อนก้นลงบนพื้นทรายนวลนุ่มท่ามกลางคนหนุ่มสาวหลายร้อย และค่อยๆ ดื่มด่ำรสชาติของ MOCCA สดๆ ที่มีลุลากับลูกหว้า ดูบาดู เป็นส่วนผสม ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ มีลมทะเลพัดโชยยามค่ำคืนโดยที่มีเสียงคลื่นคอรัสเบาๆ เคล้า

เชื่อมั้ย! มันเป็นอีกหนึ่งความหวานของวันวานที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเราเอง

(นี่ถ้าเป็นหวยนะเธอ ชั้นว่างวดนั้นชั้นถูกรางวัลใหญ่เลยแหละ)

7/08/2009

C1D12


วันที่ 8 – 12 เดือนนี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขามีงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน (Book Festival for Young People 2009) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 แล้ว สำหรับคุณน้องๆ หนูๆ และผู้ปกครองทั้งหลาย

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังอยู่ในมหานครพอดี ไม่ได้เร่ร่อนไปไหนไกลเหมือนแต่ก่อน และว่างอย่างมากมาย เลยไปรับงานช่วยขายคอร์สสอนภาษาอังกฤษเบื่องต้นทางอินเตอร์เนตสำหรับเด็กๆ เลยว่าจะติด “ดอยไปดอยมา” ที่ทำเพิ่มไว้อีกนิดหน่อยตอนลงไปใช้แรงกายตามสมควรอยู่ที่บ้านสวนเมื่อเดือนที่แล้วไปจำหน่ายด้วย

ของมีจำนวนจำกัดดังเดิม และจะไม่ทำเพิ่มแล้ว
(เพราะกลัวเหลือเกินว่าจะเหลือแหละ -_-’)

ใครว่างในช่วงที่ว่าก็แวะเวียนไปซื้อหามาไว้ในครอบครองได้
หรือจะแค่ไปเยี่ยมเยียน, ส่งข้าวส่งน้ำ หรือส่งยิ้มให้กันก็ได้เน่อ
จะเจื้อยแจ้วกับเด็กๆ อยู่ที่บูธ D 12 โซน C 1 จ้า


ป.ล. เข้าพรรษาแล้ว งดอะไรได้ก็งดกันนะ

7/02/2009

Friday I’m in curve


เป้าหมายของผมและเอไอกับบาหลีในวันท้ายสุดนั้นอยู่ที่แสงสุดท้ายของวัน ซึ่งกำลังจะฉายฉานฉาบอาบคาบสมุทรบูกิต (Bukit Peninsula) ที่ริมหน้าผาของวัดอูลูวาตู (Ulu Watu) ในเวลาหกโมงเย็นเศษๆ

เรากำลังจะท้าพิสูจน์ด้วยสายตาตัวเองว่าทำไมใครต่อใครที่โลวินาถึงได้แนะนำกันจังว่านี่เป็นหนึ่งในสิ่งอัศจรรย์ที่พลาดไม่ได้เมื่อมายังเกาะสวรรค์แห่งนี้ จึงจัดแจงเช่ารถขับไปพิสูจน์กัน

ส่วนใหญ่แล้วในวันสุดท้ายกับการเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม อากาศนั้นมักจะเป็นใจให้ในวันที่เราจะต้องจากจรเสมอ- วันนี้ก็เช่นกัน

ว่ากันว่าวันนี้ถ้าอากาศไม่เปลี่ยนไป
ผมและเอไอจะได้เห็นท้องทะเลทั้งผืนนั้นกลายเป็นสีทอง

.........

วันนั้นเป็นวันศุกร์ และเรากำลังเลี้ยวซ้าย

เท่าที่สังเกตเห็น- มือเธอไม่ได้กำพวงมาลัยไว้
แต่เป็นการแบออก- แล้วใช้ฝ่ามือขวาทาบและวาดกวาดเป็นวงวิถีโค้งจากขวาไปซ้ายวนทวนเข็มนาฬิกาประเภทอะนาล็อกประมาณสาม- สี่รอบ แล้วลำตัวเธอก็เอียงเฉียงไปทางขวาเล็กน้อยตามแรงหนีศูนย์ ในขณะที่มือซ้ายตบเป็นจังหวะในการเลี้ยวลงบนต้นขาซ้าย

ผมเองก็เอียงเอนไปแนวเดียวกันกับเธอ

ในตอน (ที่กำลังเอียง) นั้นเองที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองนั้นชอบอาการเอนไปทางขวาบนวิถีโค้งของหนทางมากกว่าการเอียงไปทางซ้ายในเวลาที่เส้นทางเบื้องหน้านั้นเบนเบี่ยงเลี่ยงจากทางตรงไปทางขวา

“เดี๋ยวเราขอพาอ้อมหน่อยนะ ทางข้างหน้ารถมันติดและขรุขระเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อตับไตไส้พุงของเราได้ แต่ถ้าขับเลี่ยงไปทางนี้มันจะอ้อมหน่อย ถนนดีกว่า วิวสวยกว่า และยังพอมีเวลา เผื่อว่าเธอจะอยากถ่ายรูปเก็บไว้”

เอไออธิบายตอนที่ลำตัวเราทั้งสองกำลังใกล้จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติของแรงโน้มถ่วงโลก
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ธรรมชาติภายนอกรอบข้างที่นั่น, แรงหนีศูนย์ และวิถีโค้งซ้ายโค้งนั้นมันก็ทำให้ผมเข้าใกล้เธอ และเข้าใจตัวเองมากขึ้น

อา.. ช่างเป็นการเลี้ยวซ้ายที่ลึกซึ้งจริงๆ

จะว่าไปทำไมอยู่ๆ ผมดันมาใส่ใจจำจดทดกับเรื่องเล็กๆ ที่ไม่เป็นเรื่องเหล่านี้ไว้ในใจก็ไม่รู้แฮะ รู้แต่เพียงว่าผมคงไม่อาจหลงลืมวูบอาการที่ว่าไปง่ายๆ แน่นอน

“ผ่านโค้งนี้ไปเราก็จะถึงกันแล้ว”
เธอเอ่ยออกมาพร้อมป้ายยิ้มใส่หน้าผม

กับเอไอ- คล้ายว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป
ผมเก็บความแคลงใจบางอย่างเกี่ยวกับเธอไว้ภายใน ทั้งๆ ที่เธอบอกว่าเธอเพิ่งเคยมานี่นา แต่ทำไมถึงได้รู้เส้นทางดีจัง เธอแสดงออกถึงความมั่นใจในเส้นทางตั้งแต่ในตอนที่อาสาเป็นคนขับแล้ว เอไอกับผมเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกที่สนามบินสุวรรณภูมิ เราพูดคุยกันถูกคอในระหว่างรอเครื่อง ก่อนจะตกล่องปล่องชิ้นกอดคอมาเที่ยวด้วยกันที่นี่เป็นครั้งแรก

การเดินทางเปลี่ยนแปลงเราทุกคนไปจากเดิมจริงๆ ทั้งเอไอ และผม

ที่เห็นได้ชัดคือจากที่เคยหยาบโลน
เธออ่อนโยนขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
ความน่าจะเป็นมีมากมายเกินไปที่จะครุ่นคิด
บาหลีคงมีอะไรบางอย่างที่ไม่มีคำอธิบาย

Everybody's changing and I don't feel the same...

ผมหยุดคำถามและความสงสัยแล้วหันมองไปข้างหน้าแทน
มีแสงสว่างบางอย่างรอเราอยู่ที่ตรงนั้น

.........